แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - siritidaphon

หน้า: [1] 2 3 ... 24
1
ตรวจโรค: เห็บกัด

เห็บ นอกจากจะเป็นพาหะนำไข้รากสาดใหญ่ชนิด epidemic typhus แล้ว บางชนิดยังมีพิษที่สามารถทำลายระบบประสาทให้กลายเป็นอัมพาตได้อีกด้วย


อาการ

ผู้ป่วยส่วนมากจะมีอาการเฉพาะที่ เป็นตุ่มคันหายได้ภายใน 2-3 วัน แต่อาจทำให้เกาจนเป็นหนองได้ แต่ถ้านำตัวออกไม่หมด ยังมีหัวของมันฝังอยู่ในผิวหนัง ตุ่มนี้อาจโตขึ้น (ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นก้อนมะเร็งได้) บางครั้งอาจทำให้เกิดอาการอัมพาตคล้ายโปลิโอ เมื่อนำหัวของมันออกก็จะค่อย ๆ หายได้ แต่ถ้าปล่อยจนกล้ามเนื้อหายใจเป็นอัมพาตก็อาจทำให้หยุดหายใจตายได้


การรักษาโดยแพทย์

แพทย์จะให้การดูแลรักษา ดังนี้

1. ให้ดึงเห็บออกพร้อมหัว อย่าให้มีส่วนของหัวค้างอยู่ในผิวหนัง อาจใช้น้ำมันหรือยาหม่องทา หรือใช้บุหรี่ติดไฟลนใกล้ตัวเห็บ จะช่วยให้หลุดออกง่ายขึ้น

2. ถ้าเกาจนเป็นหนอง ให้ยาปฏิชีวนะ เช่น เพนิซิลลินวี ไดคล็อกซาซิลลิน หรืออีริโทรไมซิน

3. ถ้ามีอาการอัมพาต ควรสำรวจว่ามีหัวของเห็บติดอยู่ส่วนไหน แล้วเอาออกหรือผ่าออกเสีย และรีบส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาลทันที

การดูแลตนเอง

ถ้าเห็นตัวเห็บ ให้ดึงเห็บออกพร้อมหัว อย่าให้มีส่วนของหัวค้างอยู่ในผิวหนัง อาจใช้น้ำมันหรือยาหม่องทา หรือใช้บุหรี่ติดไฟลนใกล้ตัวเห็บ จะช่วยให้หลุดออกง่ายขึ้น

ควรปรึกษาแพทย์ ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้

    สงสัยว่าดึงตัวเห็บออกไม่หมด
    มีอาการคันมาก หรือเกาจนเป็นหนอง
    มีอาการแขนขาอ่อนแรง

2
แท็บเล็ต 2025 แอปเปิล APPLE iPad Pro11" (2024) (2TB) Wi-Fi+Cellular
89,900 บาท 

แอปเปิล APPLE iPad Pro11" (2024) (2TB) Wi-Fi+Cellular
รายละเอียดเบื้องต้น
   ยี่ห้อ-รุ่น             แอปเปิล APPLE iPad Pro11" (2024) (2TB) Wi-Fi+Cellular
   ราคากลาง           89,900 บาท
   จำนวนซิม           1 ซิม
   สี                     Silver, Black
   ความถี่-เครือข่าย
2G ()
3G ()
4G ()
5G ()

   ขนาด-น้ำหนัก                   ยาว 177.5 x กว้าง 249.7 x หนา 5.3 มม., น้ำหนัก 446 กรัม
   ความจุข้อมูลภายใน-ROM     2000 GB
   ความจุข้อมูลภายนอกสูงสุด      -
   แบตเตอรี่                        N/A

ชนิดจอ
   ชนิดจอ                     Ultra XDR Retina OLED
   ขนาด-ความละเอียด      11 นิ้ว, 1,668 x 2,420 px
   รายละเอียดอื่น

กล้องถ่ายรูป
   ขนาด-ความละเอียด                   กล้องหลัง (12 Mpx), กล้องหน้า (12 Mpx)
   ความละเอียดของภาพภ่ายสูงสุด
   คุณสมบัติ                                 -

ระบบปฏิบัติการ
   หน่วยประมวลผล (CPU)             Apple M4
   หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU)
   หน่วยความจำ (RAM)               16 GB
   ระบบเชื่อมต่อภายนอก                     -
   ระบบรับส่งข้อความ                        -
   การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต             3G, WiFi, 4G, 5G

3
ทันตกรรมเด็ก ดูแลฟันเด็ก ในช่วงจัดฟันเด็กและสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

ทันตกรรมเด็กเป็นสาขาที่ดูแลสุขภาพช่องปากของเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยรุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เด็กกำลังจัดฟัน การดูแลสุขภาพช่องปากในช่วงนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาฟันให้แข็งแรงและป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ต่อไปนี้คือสิ่งที่ผู้ปกครองควรใส่ใจเป็นพิเศษในการดูแลฟันเด็กในช่วงจัดฟัน:

1. การทำความสะอาดช่องปากอย่างถูกวิธี:

การแปรงฟัน:
เด็กที่จัดฟันควรแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง หรือหลังอาหารทุกมื้อ โดยใช้แปรงสีฟันสำหรับคนจัดฟันและยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์
ควรเน้นการทำความสะอาดบริเวณรอบๆ เครื่องมือจัดฟันอย่างทั่วถึง เพื่อป้องกันเศษอาหารติดอยู่ตามเครื่องมือ

การใช้ไหมขัดฟัน:
ไหมขัดฟันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเด็กที่จัดฟัน เนื่องจากช่วยทำความสะอาดบริเวณซอกฟันและรอบๆ เครื่องมือจัดฟันที่แปรงสีฟันเข้าไม่ถึง
ผู้ปกครองควรสอนและดูแลให้เด็กใช้ไหมขัดฟันอย่างถูกวิธี

การใช้น้ำยาบ้วนปาก:
น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ช่วยลดการสะสมของแบคทีเรียและป้องกันฟันผุ
ควรเลือกน้ำยาบ้วนปากที่อ่อนโยนและไม่ระคายเคืองต่อช่องปากของเด็ก


2. การเลือกอาหารที่เหมาะสม:

หลีกเลี่ยงอาหารแข็งและเหนียว:
อาหารเหล่านี้อาจทำให้เครื่องมือจัดฟันเสียหาย เช่น ลูกอม หมากฝรั่ง น้ำแข็ง ถั่วแข็ง เนื้อติดกระดูก

หลีกเลี่ยงอาหารที่มีสีเข้ม:
อาหารและเครื่องดื่มที่มีสีเข้ม เช่น ชา กาแฟ ไวน์แดง ซอสต่างๆ อาจทำให้ยางจัดฟันเปลี่ยนสี

จำกัดอาหารที่มีน้ำตาลสูง:
อาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดฟันผุ เช่น ขนมหวาน น้ำอัดลม


3. การดูแลเครื่องมือจัดฟัน:

หลีกเลี่ยงการดึงหรือโยกเครื่องมือ:
สอนลูกให้หลีกเลี่ยงการใช้มือหรือลิ้นดึงหรือโยกเครื่องมือจัดฟัน

แจ้งทันตแพทย์เมื่อมีปัญหา:
หากเครื่องมือหลุดหรือเสียหาย ให้รีบแจ้งทันตแพทย์ทันที

ไปพบทันตแพทย์ตามนัด:
พาลูกไปพบทันตแพทย์ตามนัดหมายทุกครั้ง เพื่อปรับเครื่องมือและติดตามผลการรักษา


4. การให้กำลังใจและสนับสนุน:

สร้างความเข้าใจ:
อธิบายให้ลูกเข้าใจถึงความสำคัญของการจัดฟันและประโยชน์ที่จะได้รับ

ให้กำลังใจ:
ให้กำลังใจและสนับสนุนลูกในการรักษา เพื่อให้ลูกไม่รู้สึกท้อแท้หรือเบื่อหน่าย

สร้างบรรยากาศที่ดี:
สร้างบรรยากาศที่ดีในการดูแลสุขภาพช่องปาก เพื่อให้ลูกไม่รู้สึกเครียดหรือกังวล


สิ่งที่ผู้ปกครองไม่ควรมองข้าม:

การตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำ:
ควรพาเด็กไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากทุก 6 เดือน เพื่อตรวจหาปัญหาตั้งแต่เนิ่นๆ

การเคลือบฟลูออไรด์:
การเคลือบฟลูออไรด์ช่วยป้องกันฟันผุ โดยเฉพาะในเด็กที่จัดฟัน

การเคลือบหลุมร่องฟัน:
การเคลือบหลุมร่องฟันช่วยป้องกันฟันกรามผุ โดยเฉพาะในเด็กที่มีฟันกรามลึก

การดูแลสุขภาพเหงือก:
เด็กที่จัดฟันมีความเสี่ยงต่อโรคเหงือกอักเสบ ผู้ปกครองควรดูแลให้เด็กแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันอย่างถูกวิธี เพื่อรักษาสุขภาพเหงือกให้แข็งแรง

การดูแลสุขภาพช่องปากของเด็กในช่วงจัดฟันเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ผู้ปกครองควรให้ความสำคัญกับการดูแลและให้ความร่วมมือกับทันตแพทย์ เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและได้ผลลัพธ์ที่ดี

4
การใช้ผ้ากันไฟให้ถูกวิธี

การใช้ผ้ากันไฟให้ถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสามารถป้องกันอันตรายจากไฟและสะเก็ดไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีขั้นตอนและข้อควรระวังดังนี้:

1. การตรวจสอบสภาพผ้า
ก่อนใช้งานทุกครั้ง ควรตรวจสอบผ้ากันไฟว่ามีรอยฉีกขาด ชำรุด หรือเสื่อมสภาพหรือไม่
ผ้ากันไฟที่เสื่อมสภาพจะไม่สามารถป้องกันไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ


2. การเลือกใช้ผ้าให้เหมาะสมกับงาน
ผ้ากันไฟมีหลายประเภท แต่ละประเภทมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ควรเลือกใช้ผ้ากันไฟให้เหมาะสมกับลักษณะงาน เช่น
ผ้ากันสะเก็ดไฟ: ใช้สำหรับงานเชื่อม งานเจียร หรือตัดโลหะ
ผ้าห่มดับไฟ: ใช้สำหรับดับไฟขนาดเล็ก เช่น ไฟไหม้กระทะ หรือไฟไหม้เสื้อผ้า
ม่านกันไฟ: ใช้สำหรับกั้นแบ่งพื้นที่เพื่อป้องกันการลามของไฟ
ฉนวนกันความร้อน: ใช้สำหรับหุ้มฉนวนท่อหรืออุปกรณ์ต่างๆ เพื่อป้องกันการสูญเสียความร้อน


3. วิธีการใช้งาน

ผ้ากันสะเก็ดไฟ:
วางผ้ากันไฟให้ครอบคลุมบริเวณที่ทำงาน เพื่อป้องกันสะเก็ดไฟกระเด็นออกไป
หากทำงานในพื้นที่แคบ อาจใช้ผ้ากันไฟขนาดเล็ก หรือพับผ้ากันไฟให้มีขนาดเหมาะสม
ควรระมัดระวังไม่ให้ผ้ากันไฟสัมผัสกับเปลวไฟโดยตรงเป็นเวลานาน

ผ้าห่มดับไฟ:
ดึงผ้าห่มดับไฟออกจากซองบรรจุอย่างรวดเร็ว
คลุมผ้าห่มดับไฟลงบนเปลวไฟให้มิดชิด เพื่อตัดการเข้าถึงออกซิเจน
ปิดแหล่งกำเนิดไฟ (ถ้าทำได้อย่างปลอดภัย)
รอจนกว่าไฟจะดับสนิท และปล่อยให้ผ้าห่มดับไฟเย็นลง ก่อนที่จะนำออก

ม่านกันไฟ:
ติดตั้งม่านกันไฟให้ครอบคลุมช่องเปิดที่ต้องการกั้น
ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าม่านกันไฟปิดสนิท ไม่มีช่องว่างให้ไฟลามผ่านได้

ฉนวนกันความร้อน:
หุ้มฉนวนกันความร้อนให้แน่นหนา เพื่อป้องกันการสูญเสียความร้อน
ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าฉนวนกันความร้อนไม่ฉีกขาด หรือหลุดล่อน

4. ข้อควรระวังในการใช้งาน
ไม่ควรใช้งานผ้ากันไฟในบริเวณที่มีเปลวไฟขนาดใหญ่ หรือมีสารไวไฟ
ไม่ควรใช้งานผ้ากันไฟในบริเวณที่มีอุณหภูมิสูงเกินกว่าที่กำหนด
ควรระมัดระวังไม่ให้ผ้ากันไฟสัมผัสกับของมีคม หรือสารเคมี
หากใช้ผ้าห่มดับไฟ ควรคลุมให้มิดชิดเพื่อตัดอากาศ

5. การเก็บรักษา
ควรเก็บรักษาผ้ากันไฟในที่แห้งและเย็น เพื่อป้องกันความชื้นและเชื้อรา
ควรเก็บผ้ากันไฟให้พ้นจากแสงแดดโดยตรง และสารเคมี
ไม่ควรเก็บผ้ากันไฟไว้ใกล้วัตถุไวไฟ

6. การดูแลรักษา
ควรทำความสะอาดผ้ากันไฟเป็นประจำ เพื่อขจัดฝุ่นละอองและคราบสกปรก
ควรตรวจสอบผ้ากันไฟอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน

7. มาตรฐานความปลอดภัย
ควรเลือกผ้ากันไฟที่มีมาตรฐานรับรอง เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัย

8. ข้อควรจำ
ผ้ากันไฟไม่ได้ป้องกันไฟได้ทุกชนิด ควรเลือกใช้ให้เหมาะสม
ผ้ากันไฟเป็นเพียงอุปกรณ์ป้องกันเบื้องต้น ควรมีอุปกรณ์ดับเพลิงอื่นๆ เตรียมพร้อมไว้ด้วย
หากเกิดเหตุไฟไหม้ขนาดใหญ่ ควรรีบอพยพออกจากพื้นที่ และแจ้งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงทันที

5
ตรวจอาการเบื้องต้นด้วยตนเอง: ไขมันในเลือดผิดปกติ/ไขมันในเลือดสูง

ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ มีอยู่หลายแบบและมีชื่อเรียกต่าง ๆ กัน ดังนี้

    ไขมันในเลือดสูง (hyperlipidemia) หมายถึง ภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูง (hypercholesterolemia) อันเนื่องมาจากแอลดีแอลคอเลสเตอรอลสูง หรือไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง (hypertriglyceridemia) หรือสูงทั้งสองอย่างร่วมกัน
    ไลโพโปรตีนในเลือดผิดปกติ (dyslipoproteinemia) หมายถึง ภาวะที่มีไลโพโปรตีนชนิดต่าง ๆ ในเลือดผิดปกติ ได้แก่ ภาวะแอลดีแอลคอเลสเตอรอลสูง หรือเรียกย่อ ๆ ว่า “แอลดีแอลสูง (high LDL cholesterol/hyperbetalipoproteinemia)”, เอชดีแอลคอเลสเตอรอลต่ำ หรือเรียกย่อ ๆ ว่า “เอชดีแอลต่ำ (low HDL cholesterol/hypoalphalipoproteinemia)”

สำหรับเกณฑ์การตัดสินภาวะไขมันผิดปกติในเลือด ดูตารางในหัวข้อ “สาเหตุ”

ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ อาจพบภาวะแอลดีแอลสูง ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง หรือเอชดีแอลต่ำ เพียงแบบใดแบบหนึ่ง หรือพบ 2-3 แบบร่วมกันก็ได้

ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (atherosclerosis) ซึ่งชักนำให้เกิดโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมองตีบ โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ (peripheral artery disease /PAD) ทั้งนี้ หากพบร่วมกับปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ได้แก่ การสูบบุหรี่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ก็จะทำให้มีโอกาสเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งมากยิ่งขึ้น

ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ พบได้บ่อยทั้งชายและหญิง พบมากในผู้ที่มีประวัติทางกรรมพันธุ์ อ้วนหรือลงพุง ชอบกินอาหารพวกไขมันมาก ๆ หรือทำงานเบา ๆ ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย หรือผู้ที่เป็นเบาหวาน

สาเหตุ

1. เกิดจากความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ โดยมีพ่อแม่พี่น้องมีภาวะไขมันในเลือดผิดปกติร่วมด้วย เรียกว่า ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติชนิดปฐมภูมิ (primary dyslipidemia) หรือชนิดครอบครัว (familial hyperlipidemia) ผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจมีรูปร่างสมส่วน หรือผอม และการควบคุมอาหารอย่างเต็มที่ก็ไม่ได้ทำให้ระดับไขมันในเลือดเป็นปกติ จำเป็นต้องใช้ยารักษา ผู้ป่วยอาจมีความผิดปกติของไขมันในเลือดหลายแบบร่วมกัน

2. ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติชนิดมีสาเหตุ หรือชนิดทุติยภูมิ (secondary dyslipidemia) มักมีสาเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือมีสาเหตุร่วมกัน ดังต่อไปนี้

    การบริโภคอาหารที่ทำให้ไขมันในเลือดผิดปกติ ได้แก่
         - ไขมันชนิดอิ่มตัว (saturated fat) เช่น ไขมันสัตว์ เนย เนื้อแดง เนื้อที่มีมันมาก หนังสัตว์ เครื่องในสัตว์ หมูยอ กุนเชียง ไส้กรอก กะทิ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม ไข่แดง อาหารทะเล (หอยนางรม กุ้ง ปู ปลาหมึก) เป็นต้น ทำให้แอลดีแอลคอเลสเตอรอลสูง
         - ไขมันทรานส์ (trans fat) ซึ่งพบในไขมันพืช (ซึ่งเป็นไขมันชนิดไม่อิ่มตัว) ที่ถูกนำมาแปรรูปโดยการเติมไฮโดรเจน (hydrogenation) เข้าไปในโครงสร้างทางเคมี จนกลายเป็นไขมันอิ่มตัว ทำให้น้ำมันพืชที่แปรรูปนี้แข็งตัวและเก็บรักษาไว้ได้นาน นำมาผลิตเนยขาว (หรือเนยเทียม) มาการีน และครีมเทียม ซึ่งนิยมใช้ผสมในอาหาร ขนม (พวกเบเกอรี่ ขนมอบกรอบ อาหารทอด อาหารขบเคี้ยว) และเครื่องดื่มต่าง ๆ เช่น คุกกี้ เค้ก โดนัท พาย ข้าวโพดคั่ว เวเฟอร์ แครกเกอร์ ไก่ทอด มันฝรั่งทอด เครื่องดื่ม (ชา กาแฟ) ที่ใส่ครีมเทียม เป็นต้น นอกจากนี้ไขมันทรานส์ยังพบในอาหารที่ผ่านการทอดด้วยความร้อนสูง หรือทอดด้วยน้ำมันที่ใช้ซ้ำหลาย ๆ ครั้ง ไขมันทรานส์มีผลทำให้แอลดีแอลคอเลสเตอรอลสูง และเอชดีแอลคอเลสเตอรอลต่ำ
         - อาหารที่ให้พลังงานเกินความต้องการของร่างกาย เช่น อาหารพวกแป้ง น้ำตาล ของหวาน ผลไม้รสหวาน น้ำผลไม้ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง

    ความอ้วน หรือเส้นรอบเอวเกิน (มีค่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของส่วนสูง)
    การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จัด
    การสูบบุหรี่ (ลดไขมันชนิดดี หรือเอชดีแอลคอเลสเตอรอล)
    การขาดการออกกำลังกาย
    โรคหรือภาวะการเจ็บป่วย เช่น เบาหวาน โรคคุชชิง ภาวะขาดไทรอยด์ โรคไตเนโฟรติก ภาวะไตวายเรื้อรัง โรคตับเรื้อรังและโรคตับที่มีภาวะอุดกั้นของทางเดินน้ำดี (obstructive liver disease) การติดเชื้อเอชไอวี เป็นต้น
    การใช้ยา เช่น ยาขับปัสสาวะ-กลุ่มไทอาไซด์ (thiazides), ยาลดความดัน-กลุ่มยาปิดกั้นบีตา, สเตียรอยด์, เอสโทรเจน (ยาเม็ดคุมกำเนิด), โพรเจสเทอโรน, ยาต้านไวรัสเอชไอวีกลุ่ม protease inhibitors, ไซโคลสปอริน เป็นต้น

อาการ

ผู้ที่มีภาวะไขมันในเลือดสูง ส่วนมากจะไม่มีอาการแสดงแต่อย่างใด

มักจะตรวจพบขณะตรวจเช็กสุขภาพ หรือขณะมาพบแพทย์ด้วยโรคบางอย่าง (เช่น เบาหวาน) หรือเมื่อมีอาการของภาวะแทรกซ้อน เช่น เจ็บหน้าอก (จากหลอดเลือดหัวใจตีบ) ปวดน่องเวลาเดินมาก ๆ (จากหลอดเลือดแดงขาตีบ) อัมพาต (จากหลอดเลือดสมองตับ) เป็นต้น

ในรายที่มีภาวะไขมันสูงมาก ๆ อาจพบตุ่มหรือแผ่นเนื้อเยื่อไขมันลักษณะสีเหลืองบนผิวหนัง (เช่น บริเวณหนังตา คอ หลัง สะโพก) เรียกว่า กระเหลือง (xanthoma) ถ้าพบที่บริเวณเส้นเอ็น (เอ็นร้อยหวาย เอ็นบริเวณหลังมือ) ก็อาจทำให้เส้นเอ็นมีลักษณะหนาตัว

นอกจากนี้ อาจพบลักษณะวงแหวนสีขาว ๆ ตรงขอบกระจกตาดำ (แบบที่พบในผู้สูงอายุ) เรียกว่า เส้นขอบกระจกตาวัยชรา (arcus senilis)

ภาวะแทรกซ้อน

ที่สำคัญ คือ ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (atherosclerosis) และหลอดเลือดตีบตัน ซึ่งอาจเกิดขึ้นทั่วทุกส่วนของร่างกาย

ถ้าเกิดที่หลอดเลือดหัวใจ ทำให้เป็นโรคหัวใจขาดเลือด

ถ้าเกิดที่หลอดเลือดสมอง ทำให้เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต สมองเสื่อม

ถ้าเกิดที่หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงขา ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดแดงขาตีบ มีอาการปวดน่องเวลาเดินมาก ๆ เป็นตะคริว ปลายเท้าเย็น เป็นแผลเรื้อรังที่เท้า หรือปวดขาหรือปลายเท้า

ถ้าเกิดที่หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะเพศในผู้ชายก็ทำให้เกิดภาวะองคชาตไม่แข็งตัว

นอกจากนี้ยังพบว่า อาจทำให้เกิดโรคหลอดเลือดแดงหลักของจอตาอุดตัน ภาวะไขมันสะสมในตับ (fatty liver)

ส่วนผู้ที่มีภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงมาก (โดยเฉพาะอย่างยิ่งสูงเกิน 2,000 มก./ดล.) มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน

การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยจากการตรวจพบระดับไขมันในเลือดสูงหรือผิดปกติ

การรักษาโดยแพทย์

แพทย์จะให้การดูแลรักษาดังนี้

แพทย์จะทำการตรวจเพื่อประเมินสาเหตุ ปัจจัยเสี่ยงร่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มอาการเมตาบอลิก* รวมทั้งภาวะแทรกซ้อน และให้การดูแลรักษา โดยแนะนำการปรับพฤติกรรม (ดู “ข้อปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วยไขมันในเลือดผิดปกติ” ในหัวข้อ “ข้อแนะนำ”) และให้การรักษาโรคหรือภาวะเสี่ยงที่พบร่วม เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภาวะน้ำหนักเกิน เป็นต้น

ในรายที่ระดับไขมันสูงในขนาดที่ยังไม่ต้องให้ยาลดไขมัน จะให้ผู้ป่วยลองปรับพฤติกรรมนาน 3-6 เดือน หากควบคุมไม่ได้ตามเป้าหมาย จึงค่อยพิจารณาให้ยาลดไขมัน

แพทย์จะให้ยารักษาภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ โดยพิจารณาถึงปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด (ได้แก่ 1. อายุ : ชายมากกว่า 45 ปี หญิงมากกว่า 55 ปี, 2. มีพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดก่อนวัยอันควร : ชายอายุน้อยกว่า 55 ปี หญิงอายุน้อยกว่า 65 ปี, 3. สูบบุหรี่, 4. มีโรคความดันโลหิตสูง, 5. มีเอชดีแอล/HDL < 40 มก./ดล. แต่หากมีค่าเอชดีแอล/HDL ≥ 60 มก./ดล. ให้หักลบปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวออกไป 1 ข้อ) ร่วมกับการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดใน 10 ปีด้วยการคำนวณ

ถ้ามีความเสี่ยงสูงก็จะให้ยาลดไขมันเมื่อมีระดับไขมันในเลือดต่ำกว่าผู้ที่มีความเสี่ยงต่ำ และกำหนดเป้าของระดับไขมันในเลือดที่ต่ำกว่าผู้ที่มีความเสี่ยงต่ำ

อาทิ การใช้ยาลดไขมันที่มีชื่อว่าซิมวาสแตติน (simvastatin) มีเกณฑ์ ดังนี้**

    มีปัจจัยเสี่ยง 0-1 ข้อ จะเริ่มให้ยาลดไขมันเมื่อ LDL-C ≥ 190 มก./ดล. โดยมีเป้าหมายลดให้ต่ำกว่า 160 มก./ดล.
    กรณีมีปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่ 2 ข้อขึ้นไป ให้ประเมินความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจใน 10 ปีจากการคำนวณ ***

      - ถ้ามีความเสี่ยงต่ำกว่าร้อยละ 10 จะเริ่มให้ยาลดไขมันเมื่อ LDL-C ≥ 160 มก./ดล. โดยมีเป้าหมายลดให้ต่ำกว่า 130 มก./ดล.

      - ถ้ามีความเสี่ยงระหว่าง ร้อยละ 10-20 จะเริ่มให้ยาเมื่อ LDL-C ≥ 130 มก./ดล. โดยมีเป้าหมายลดให้ต่ำกว่า 130 มก./ดล.

      - ถ้ามีความเสี่ยงมากกว่าร้อยละ 20 จะเริ่มใช้ยาเมื่อ LDL-C ≥ 130 มก./ดล. โดยมีเป้าหมายลดให้ต่ำกว่า 100 มก./ดล.

     ผู้ป่วยที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือมีความเสี่ยงเทียบเท่าผู้เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (ได้แก่ 1. เบาหวาน, 2. โรคหลอดเลือดสมองที่เกิดจากสมองขาดเลือด (ischemic stroke) เนื่องจากหลอดเลือดแดงที่คอมีการอุดกั้น, 3. โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลาย, 4. หลอดเลือดแดงใหญ่โป่ง หรือ 5. ผู้มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจใน 10 ปีจากการคำนวณ***  เกินกว่าร้อยละ 20) จะเริ่มให้ยาลดไขมันเมื่อ LDL-C ≥ 130 มก./ดล. โดยมีเป้าหมายลดให้ต่ำกว่า 100 มก./ดล.
    ผู้ป่วยที่มีโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน จะเริ่มให้ยาลดไขมันเมื่อ LDL-C ≥ 100 มก./ดล. โดยมีเป้าหมายลดให้ต่ำกว่า 100 มก./ดล. กรณีมีโรคหัวใจขาดเลือดรุนแรงลดให้ต่ำกว่า 70 มก./ดล.

หลังให้ยาลดไขมัน 6-12 สัปดาห์ แพทย์จะติดตามตรวจหาระดับไขมันในเลือด และตรวจซ้ำทุก 3-6 เดือน พร้อมทั้งเฝ้าระวังผลข้างเคียงจากยา และตรวจเลือดหาระดับเอนไซม์ตับ (AST, ALT) เป็นครั้งคราว

 *กลุ่มอาการเมตาบอลิก (metabolic syndrome) ประกอบด้วย ภาวะเสี่ยงอย่างน้อย 3 ข้อ จาก 5 ข้อต่อไปนี้
1. ความดันโลหิตช่วงบน ≥ 130 มม.ปรอท และ/หรือความดันโลหิตช่วงล่าง ≥ 85 มม.ปรอท หรือกินยารักษาความดันโลหิตสูงอยู่
2. ระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร 8 ชั่วโมง (FPG) ≥ 100 มก./ดล.
3. เส้นรอบเอว ≥ 90 ซม. ในผู้ชาย หรือ ≥ 80 ซม. ในผู้หญิง
4. ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ≥ 150 มก./ดล.
5. ระดับเอชดีแอลคอเลสเตอรอลในเลือด < 40 มก./ดล. ในผู้ชาย หรือ < 50 มก./ดล. ในผู้หญิง

กลุ่มอาการเมตาบอลิก พบได้มากขึ้นตามอายุ (อายุมากกว่า 60 ปี อาจพบมากถึงร้อยละ 40) และพบในผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก (ดัชนีมวลกาย ≥ 25 กก./ตร.ม. พบได้ประมาณร้อยละ 20 ≥ 30 กก./ตร.ม. พบได้มากกว่าร้อยละ 50)

ผู้ที่มีกลุ่มอาการเมตาบอลิกมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด และภาวะไขมันสะสมในตับ (fatty liver) ซึ่งอาจกลายเป็นตับอักเสบที่เรียกว่า “Non-aloholic steatohepatitis/NASH” ซึ่งในที่สุดอาจกลายเป็นตับแข็งและมะเร็งตับได้

การรักษา ปรับพฤติกรรมแบบเดียวกับโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดผิดปกติ ความดันโลหิตสูง ถ้าจำเป็นอาจต้องให้ยาควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่พบ

**ประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติเรื่อง บัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๑

*** มีวิธีคำนวณได้หลายสูตร สำหรับ "ประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติเรื่อง บัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๑" แนะนำให้ใช้สูตร Framingham Coronary Heart Disease Risk Score โดยคำนวณจากอายุ เพศ ประวัติการสูบบุหรี่ ค่าคอเลสเตอรอลรวม (total cholesterol) ค่าเอชดีแอลคอเลสเตอรอล (HDL) ค่าความดันโลหิตช่วงบน (systolic blood pressure) และประวัติการใช้ยารักษาโรคความดันโลหิตสูง (ดูวิธีคำนวณได้ที่นี่)

การดูแลตนเอง

ผู้ที่มีภาวะอ้วน น้ำหนักเกิน สูบบุหรี่ หรือดื่มสุราจัด หรือมีพ่อแม่พี่น้องเป็นไขมันในเลือดผิดปกติ หรือมีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ถ้ายังไม่เคยตรวจระดับไขมันในเลือด ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจระดับไขมันในเลือด

เมื่อตรวจพบว่าเป็นไขมันในเลือดผิดปกติ ควรดูแลตนเอง ดังนี้

    ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์ (ดู “ข้อปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วยไขมันในเลือดผิดปกติ” ด้านล่าง)
    รักษา กินยาตามคำแนะนำของแพทย์
    ติดตามรักษากับแพทย์ตามนัด
    หลีกเลี่ยงการซื้อยากินเอง รวมทั้งการใช้สมุนไพรและน้ำสมุนไพร เพราะอาจมีผลทำให้เกิดปฏิกิริยาด้านลบกับยาลดไขมันที่แพทย์ใช้รักษาอยู่ประจำ จนอาจเกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรงได้ หากจำเป็นต้องใช้ยานอกจากยาที่ใช้ประจำหรือเมื่อมีอาการไม่สบาย ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกร

ควรกลับไปพบแพทย์ก่อนนัด ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้

    มีอาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อมาก หรือถ่ายปัสสาวะสีเข้มคล้ายสีน้ำปลาหรือโคล่า
    มีอาการดีซ่าน (ตาเหลือง ตัวเหลือง ปัสสาวะเหลืองเข้มคล้ายสีขมิ้น) อ่อนเพลีย ไข้สูง เบื่ออาหาร หรือน้ำหนักลด
    มีอาการอื่น ๆ ที่สงสัยว่าเกิดจากผลข้างเคียงของยาที่ใช้ เช่น ลมพิษ ผื่นคัน คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเดิน ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ ใจสั่น เป็นต้น

ข้อปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วยไขมันในเลือดผิดปกติ

1. ปรับพฤติกรรมในการบริโภคอาหาร โดยควบคุมปริมาณพลังงาน (แคลอรี่) จากไขมันเป็นร้อยละ 25-30 ของพลังงานทั้งหมด (โดยเป็นไขมันชนิดอิ่มตัวไม่เกินร้อยละ 7 ของพลังงานทั้งหมด และกินคอเลสเตอรอลไม่เกิน 200-300 มก./วัน) พลังงานจากโปรตีนเป็นร้อยละ 12-15 ของพลังงานทั้งหมด ที่เหลือร้อยละ 55-65 เป็นพลังงานจากคาร์โบไฮเดรต (ทางที่ดีควรเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น เมล็ดธัญพืช) ซึ่งมีแนวทางปฏิบัติดังนี้

    งดหนังสัตว์ และเครื่องในสัตว์ทุกชนิด
    ลดการบริโภคเนื้อสัตว์ใหญ่ (เช่น หมู วัว) และหันมากินโปรตีนจากปลา ถั่วเหลือง และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง (เช่น เต้าหู้) แทนเป็นประจำ
    อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหรือกินได้เล็กน้อยเป็นครั้งคราว ได้แก่ อาหารที่มีไขมันชนิดอิ่มตัวสูง เช่น หมูสามชั้น ขาหมู น้ำแกงต้มกระดูกหรือเนื้อสัตว์ ข้าวมันไก่ เป็ดย่าง แหนม แฮม หมูยอ กุนเชียง ไส้กรอก กะทิ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม ไข่แดง อาหารทะเล (หอยนางรม กุ้ง ปู ปลาหมึก)
    ถ้านิยมดื่มนม ควรใช้นมพร่องมันเนย
    บริโภคน้ำมันถั่วเหลือง วันละ 1.5-2.5 ช้อนโต๊ะ โดยใช้น้ำมันชนิดนี้ปรุงอาหารที่บ้าน เพราะจะมีไขมันชนิดไม่อิ่มตัวหลายชนิดที่ช่วยลดระดับแอลดีแอลคอเลสเตอรอลในเลือด
    หลีกเลี่ยงการกินของทอดด้วยน้ำมันพืชซ้ำหลาย ๆ ครั้ง (เช่น มันฝรั่งทอด ปาท่องโก๋ เปาะเปี๊ยะ ทอดมัน) รวมทั้งอาหาร ขนม และเครื่องดื่มที่มีไขมันทรานส์ เช่น  เบเกอรี่ มาการีน เนยขาว (เนยเทียม) ครีมเทียม ขนมอบกรอบ เป็นต้น
    กินผักและผลไม้ให้มาก ๆ ทุกมื้อ รวมทั้งเมล็ดธัญพืช (เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโพด ถั่วต่าง ๆ) ซึ่งมีเส้นใย (fiber) ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด แต่ควรหลีกเลี่ยงผลไม้รสหวานจัด เช่น ทุเรียน เงาะ ลำไย
    กินรำข้าวโอ๊ต เมล็ดแมงลัก หรือสารเพิ่มกากใย
    กินกระเทียมสดวันละ 1-2 หัวใหญ่ (สับโรยกินกับข้าว หรือผสมในน้ำจิ้มก็ได้) มีส่วนช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด
    ควรลดการบริโภคน้ำตาลและของหวาน น้ำหวาน น้ำอัดลม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่มีไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง

2. ออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น วิ่งเหยาะ เดินเร็ว ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ อย่างน้อยครั้งละ 30-45 นาที สัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง หรือวันเว้นวัน จะช่วยเพิ่มเอชดีแอลคอเลสเตอรอล ลดไตรกลีเซอไรด์และแอลดีแอลคอเลสเตอรอล

3. ถ้ามีภาวะน้ำหนักเกินให้ลดน้ำหนักตัว

4. งดสูบบุหรี่

5. งดหรือลดดื่มแอลกอฮอล์ ในรายที่มีไตรกลีเซอไรด์สูง ควรงดโดยเด็ดขาด

6. หาวิธีคลายเครียดด้วยการออกกำลังกาย ฝึกสมาธิ สวดมนต์ ทำงานอดิเรก เป็นต้น ความเครียดเป็นปัจจัยเสริมทำให้ไขมันในเลือดสูงในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง

7. หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ทำให้ไขมันในเลือดสูง เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาปิดกั้นบีตา ยาเม็ดคุมกำเนิด สเตียรอยด์ เป็นต้น หากจำเป็น ควรให้แพทย์พิจารณา

การป้องกัน

    ลดการกินอาหารพวกไขมันชนิดอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลสูง และงดกินไขมันทรานส์
    ลดการกินน้ำตาล ของหวาน ผลไม้รสหวาน น้ำหวาน น้ำอัดลม
    กินผักผลไม้และเมล็ดธัญพืชให้มาก ๆ
    ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ลดน้ำหนักถ้าอ้วนหรือมีภาวะน้ำหนักเกิน
    หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์จัด
    ไม่สูบบุหรี่
    ออกกำลังกายเป็นประจำ

ข้อแนะนำ

1. ไขมันในเลือดผิดปกติ (dyslipidemia) ที่สำคัญมีอยู่ 3 แบบ ได้แก่ (1) ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง (2) แอลดีแอลคอเลสเตอรอล (ไขมันชนิดร้าย) สูง (3) เอชดีแอลคอเลสเตอรอล (ไขมันชนิดดี) ต่ำ

คำว่า "ไขมันในเลือดสูง (hyperlipidemia)" ทางแพทย์นั้นหมายถึงแบบที่ (1) และ (2) เท่านั้น ไม่ได้หมายรวมถึงแบบที่ (3) เนื่องเพราะเอชดีแอลคอเลสเตอรอล (ไขมันชนิดดี) สูงนั้นมีผลดีต่อสุขภาพ ซึ่งตรงกันข้ามกับเอชดีแอลคอเลสเตอรอลต่ำ ซึ่งถือว่าผิดปกติ เพราะมีผลเสียต่อสุขภาพ

แต่เนื่องจากโดยทั่วไปพบแบบที่ (1) และ (2) บ่อย จึงนิยมใช้คำว่า "ไขมันในเลือดสูง" จนคุ้นปาก และเป็นที่เข้าใจกันว่า "ไขมันในเลือดสูง" มีความหมายเดียวกับ "ไขมันในเลือดผิดปกติ" ซึ่งหมายรวมถึงความผิดปกติทั้ง 3 แบบ

ดังนั้น เมื่อตรวจพบว่ามี "ไขมันในเลือดสูง" ต้องแยกแยะให้ออกว่า เป็นไขมันในเลือดผิดปกติแบบใด เป็นชนิดไม่ดี (แอลดีแอลคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอร์ไรด์) ที่สูง หรือ ชนิดดี (เอชดีแอลคอเลสเตอรอล) ที่ต่ำ หากไขมันชนิดดีสูง ไม่นับว่าเป็นโรคไขมันในเลือดสูงหรือผิดปกติ

2. เนื่องจากภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ มักไม่มีอาการแสดงเป็นส่วนใหญ่ แม้ว่ามีสุขภาพทั่วไปแข็งแรงดี ก็ควรตรวจเช็กไขมันในเลือดตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไปทุก 5 ปี

ในการตรวจเช็กไขมันในเลือด ควรอดอาหาร (ยกเว้นน้ำเปล่า) อย่างน้อย 12 ชั่วโมง และในระยะ 3 สัปดาห์ก่อนตรวจ ควรมีน้ำหนักตัวคงที่ บริโภคอาหาร เครื่องดื่ม และทำกิจวัตรประจำวันตามปกติที่เคยทำ ทั้งนี้จะได้พบว่า พฤติกรรมที่เป็นนิสัยปกตินั้นมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของระดับไขมันในเลือดหรือยัง

ถ้าผลเลือดปกติ สำหรับกลุ่มเสี่ยงควรตรวจซ้ำทุก 1-3 ปี ส่วนผู้ที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงควรตรวจทุก 5 ปี

3. แม้ว่าผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน จะมีความเสี่ยงสูงต่อการมีภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ แต่ผู้ที่มีน้ำหนักตัวปกติหรือผอม หากมีปัจจัยเสี่ยงก็อาจมีภาวะดังกล่าวได้ หากไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมการบริโภค ก็อาจเกี่ยวเนื่องกับความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีระดับไขมันในเลือดสูงมาก

4. ผู้ที่มีไขมันในเลือดผิดปกติ ควรได้รับการรักษาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อควบคุมระดับไขมันให้ได้ตามเป้าหมาย รวมทั้งควบคุมปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มอาการเมตาบอลิก) ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

5. การรักษาโรคนี้จำเป็นต้องอาศัยการปรับพฤติกรรมเป็นพื้นฐาน หากไม่ได้ผลก็ควรใช้ยาลดไขมันควบคู่กันไป โดยแพทย์จะทำการเลือกใช้ยาและปรับขนาดของยาให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย

โดยทั่วไปแพทย์จะใช้ยาลดไขมันกลุ่มสแตติน (ได้แก่ ซิมวาสแตติน) เป็นอันดับแรก ถ้ามีผลข้างเคียงหรือไม่ได้ผล แพทย์จะเปลี่ยนไปใช้ยาตัวอื่นในกลุ่มสแตติน (เช่น อะทอร์วาสแตติน) และ/หรือเพิ่มยาลดไขมันกลุ่มอื่น (เช่น กรดนิโคตินิก, คอเลสไทรามีน, ยากลุ่มไฟเบรต เป็นต้น )

6. ผลข้างเคียงที่พบบ่อยของยากลุ่มสแตติน ได้แก่ อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หรือกล้ามเนื้ออักเสบ หรือมีระดับเอนไซม์ตับในเลือดสูง (ซึ่งเสี่ยงต่อการเป็นตับอักเสบ)

ที่ร้ายแรง คือ ถ้าใช้ร่วมกับยาอื่น อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกล้ามเนื้ออักเสบ อาจรุนแรงถึงขั้นเกิดภาวะกล้ามเนื้อลายสลาย (rhabdomyolysis มีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อรุนแรง และปัสสาวะเป็นสีน้ำปลาหรือโคล่า) ซึ่งทำให้ไตวายเฉียบพลัน เป็นภาวะอันตรายร้ายแรงได้

การใช้ยาซิมวาสแตตินจึงมีข้อห้ามใช้ร่วมกับยาบางชนิด เช่น ยาลดไขมัน-เจมไฟโบรซิล (gemfibrocil), อีริโทรไมซิน, คลาริโทรไมซิน, ไอทราโคนาโซล, คีโทโคนาโซล, ไซโคสปอริน, ยาต้านไวรัสกลุ่ม protease inhibitors เป็นต้น

6
วัดป่าทัพม้าอุดมไปด้วยวัฒนธรรมท้องถิ่นเชิญชวนใส่ชุดขาวชาย ตัดขาดจากโลกภายนอกฝึกสมาธิอย่างเข้มข้น

วัดป่าทัพม้าเป็นวัดที่มีชื่อเสียงในเรื่องของความสวยงามและความสงบ วัดป่าทัพม้าเป็นวัดที่มีประวัติยาวนานกว่า 100 ปีและเป็นวัดที่ได้รับการบูรณะอย่างดีมีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย เช่น พระพุทธรูปองค์ใหญ่ อุโบสถที่สวยงามและสวนสวยใส่ชุดขาว ชุดขาวชาย ชุดขาวหญิง ชุดขาวปฏิบัติธรรม มาเที่ยววัดป่าทัพม้ายังเป็นสถานที่สำคัญในการจัดงานประเพณีต่างๆ เช่น งานประเพณีสงกรานต์และงานประเพณีลอยกระทง

วัดป่าทับมาตั้งอยู่ในจังหวัดมหาสารคามเป็นอัญมณีล้ำค่าที่ซ่อนเร้นสำหรับผู้ที่แสวงหาความเข้าใจในธรรมะอย่างลึกซึ้งพร้อมดื่มด่ำกับความงามอันเงียบสงบของธรรมชาติ วัดแห่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับการทำสมาธิและการไตร่ตรอง ทำให้เป็นจุดหมายปลายทางที่เหมาะสำหรับผู้แสวงหาจิตวิญญาณและนักท่องเที่ยว

ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับวัดป่าทัพม้า
วัดป่าทัพม้ามีชื่อเสียงในเรื่องสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบและความทุ่มเทของชุมชนสงฆ์ วัดแห่งนี้มีสวนเขียวชอุ่ม สระน้ำที่เงียบสงบ และทางเดินที่ได้รับการดูแลอย่างดี เชิญชวนให้ผู้มาเยี่ยมชมได้สำรวจและไตร่ตรอง สถาปัตยกรรมของวัดแสดงให้เห็นถึงการออกแบบแบบไทยดั้งเดิมพร้อมรายละเอียดที่ซับซ้อนซึ่งสะท้อนถึงมรดกทางวัฒนธรรมของภูมิภาค

การร่วมปฏิบัติธรรม
ที่วัดป่าทัพม้านักท่องเที่ยวสามารถเข้าร่วมการปฏิบัติธรรมต่างๆ ที่ออกแบบมาเพื่อปลูกฝังสติและความสงบภายใน ได้แก่

เซสชั่นการทำสมาธิ : วัดแห่งนี้มีเซสชั่นการทำสมาธิแบบมีผู้แนะนำโดยพระภิกษุที่มีประสบการณ์ เซสชั่นเหล่านี้จะช่วยให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้เทคนิคการทำสมาธิต่างๆ ช่วยให้มีสมาธิและเสริมสร้างการเดินทางทางจิตวิญญาณ

ธรรมบรรยาย : จะมีการบรรยายธรรมเป็นประจำ โดยพระภิกษุจะแบ่งปันคำสอนที่เน้นย้ำถึงการดำเนินชีวิตตามหลักศีลธรรม ความเมตตากรุณา และการมีสติ ธรรมบรรยายเหล่านี้ส่งเสริมให้เกิดการสนทนาอย่างเปิดกว้าง ช่วยให้ผู้เข้าร่วมสามารถถามคำถามและทำความเข้าใจหลักธรรมของพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

การปฏิบัติธรรม : สำหรับผู้ที่ต้องการประสบการณ์ที่เต็มอิ่ม วัดแห่งนี้จัดให้มีการปฏิบัติธรรมแบบปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรมเหล่านี้มีระยะเวลาที่แตกต่างกัน และให้ผู้เข้าร่วมได้มีโอกาสตัดขาดจากโลกภายนอก เข้าร่วมการทำสมาธิอย่างเข้มข้น และไตร่ตรองถึงแนวทางปฏิบัติทางจิตวิญญาณของตน

สำรวจพื้นที่โดยรอบ
ความงดงามตามธรรมชาติที่รายล้อมวัดป่าทับมาช่วยเสริมประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ ผู้เยี่ยมชมสามารถเดินเล่นในสวนอย่างสงบสุข เพลิดเพลินกับเสียงของธรรมชาติ และไตร่ตรองความคิดของตนเอง นอกจากนี้ บริเวณนี้ยังอุดมไปด้วยวัฒนธรรมท้องถิ่น เปิดโอกาสให้มีปฏิสัมพันธ์กับชุมชนและเรียนรู้เกี่ยวกับประเพณีไทยแบบดั้งเดิม

วิธีการเยี่ยมชม
สามารถเดินทางไปวัดป่าทับมาได้โดยรถโดยสารสาธารณะหรือรถส่วนตัวจากตัวเมืองมหาสารคาม ควรตรวจสอบตารางเวลาการนั่งสมาธิและฟังธรรมะของวัดก่อนวางแผนการเยี่ยมชม เนื่องจากตารางเวลาอาจมีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละสัปดาห์

การไปเยี่ยมชมวัดป่าทัพม้าในจังหวัดมหาสารคามนั้นไม่ใช่เพียงการเดินทางไปที่วัดเท่านั้น แต่ยังเป็นการเดินทางสู่การค้นพบตนเองและการเติบโตทางจิตวิญญาณ ด้วยสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบ ชุมชนสงฆ์ที่อุทิศตน และโอกาสในการทำความเข้าใจธรรมะอย่างลึกซึ้ง วัดแห่งนี้จึงเป็นจุดหมายปลายทางที่สมบูรณ์แบบสำหรับทุกคนที่ต้องการพัฒนาการปฏิบัติธรรมพร้อมสัมผัสกับความงดงามของวัฒนธรรมไทย ไม่ว่าคุณจะเป็นนักปฏิบัติธรรมผู้มากประสบการณ์หรือเป็นนักเดินทางที่อยากรู้อยากเห็น วัดป่าทัพม้ายินดีต้อนรับคุณให้มาสำรวจ ไตร่ตรองและค้นหาความสงบภายใน

7
"รีไฟแนนซ์บ้าน" ทั้งที รับวงเงินให้เต็ม 100% เลยดีไหม? 1 ในข้อเสนอดีๆ ในการรีไฟแนนซ์บ้านกับธนชาต

สินเชื่อบ้านที่กำลังผ่อนจ่ายอยู่นั้น...ดอกเบี้ยแพงมากเกินไปหรือไม่? สำหรับใครที่กำลังต้องการดอกเบี้ยผ่อนบ้านที่ถูกลง หรือกำลังประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงินจากการผ่อนชำระค่างวดสินเชื่อบ้านอยู่ สินเชื่อ "รีไฟแนนซ์บ้าน" เป็นอีกหนึ่งทางเลือกและเป็นตัวช่วยที่ดีที่สุดสำหรับปัญหาเหล่านี้ เพราะสินเชื่อ "รีไฟแนนซ์บ้าน" คือ การกู้ยืมเงินก้อนใหม่จากธนาคารที่เราเป็นหนี้อยู่ หรือจะกู้ยืมเงินจากธนาคารใหม่มาโปะหนี้ก้อนเดิม เพื่อให้ดอกเบี้ย และยอดผ่อนชำระต่อเดือนถูกลง ผ่อนหมดเร็วขึ้น ทั้งนี้ จะดีกว่ามั้ย?...ถ้าการรีไฟแนนซ์ครั้งนี้รับวงเงินเต็มๆ ไปเลย 100% ดังนั้น จะต้องทำยังไง? ขอกู้ที่ไหน? มาดูกันเลยค่ะ

เตรียมตัวยังไง...ให้กู้ผ่านฉลุย!!
แน่นอนว่าคนที่ขอกู้เงินจากธนาคารย่อมต้องคิดว่าจะได้เงินจากการกู้ยืมมาใช้จ่ายในส่วนที่จำเป็น แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด หรือไม่ได้รับการอนุมัติวงเงินกู้จากธนาคารไม่ว่าจะสาเหตุอะไร ก็ย่อมทำให้ผู้ขอกู้เสียความรู้สึกได้ ดังนั้น เรามาดูไปพร้อมๆ กันว่า จะต้องเตรียมตัวยังไง...ให้สามารถกู้เงินได้ผ่านแบบฉลุย

ต้องกู้ที่ไหน...ถึงได้วงเงินเต็ม 100%
ร้อยทั้งร้อยคนที่ต้องการใช้เงินโดยใช้วิธีการขอสินเชื่อจากธนาคาร นอกจากจะคาดหวังให้ผ่านการอนุมัติแล้ว ยังต้องการที่จะได้วงเงินอนุมัติจำนวนเยอะๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อซื้อบ้าน หรือสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน ถ้ากู้แล้วได้รับวงเงินอนุมัติที่เต็ม 100% ก็จะทำให้เราไม่เหนื่อยกับการไปหาเงินหรือเอาเงินเก็บออกมาใช้จ่ายในส่วนที่ขาดอยู่นั่นเอง แต่การที่จะกู้เงินให้ได้แบบเต็ม 100% นี้ จะขอกู้ที่ไหน? วันนี้มีคำตอบมาให้แล้วค่ะ ไปรีวิวสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้านที่ให้วงเงินอนุมัติสูงสุด 100% กันเลยค่ะ

สินเชื่อบ้านธนชาตรีไฟแนนซ์
จ่ายน้อย ผ่อนสบาย กับ สินเชื่อบ้านธนชาตรีไฟแนนซ์
 อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี เริ่มต้น 3.29%
 รีไฟแนนซ์ทุกโครงการ พร้อมวงเงินพิเศษ (top Up)
 วงเงินอนุมัติสูงสุด 100%
สินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้านเพื่อไถ่ถอนสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากธนาคารอื่น ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษ และระยะเวลาผ่อนชำระนาน พร้อมให้วงเงินกู้เพิ่มเพื่อใช้จ่ายตามความต้องการ

ใครมีสิทธิ์กู้บ้าง?
 บุคคลธรรมดา
 สัญชาติไทย หรือเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย กรณีที่ไม่มีสัญชาติไทยต้องมีเอกสารแสดงถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย หรือใบต่างด้าว หรือมีชื่อในทะเบียนบ้าน (ทร.14)
 อายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี
 มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท/เดือน/คน
 อายุงานไม่น้อยกว่า 1 ปี หากไม่ถึง 1 ปี ต้องมีเอกสารหรือหนังสือรับรองจากที่ทำงานเดิมมาแสดงว่ามีอายุงานมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี
 กรณีผู้กู้ประกอบธุรกิจส่วนตัว ต้องดำเนินธุรกิจมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี
 กรณีมีผู้กู้ร่วม ผู้กู้ร่วมต้องมีส่วนในการผ่อนชำระหนี้ และต้องเป็นบุคคลในครอบครัวเดียวกัน
 กรณี Refinance ต้องมีประวัติผ่อนชำระกับสถาบันการเงินอื่นมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี และบัญชีมีสถานะล่าสุด เป็นปกติ

มีเวลาผ่อนชำระเท่าไหร่?
ผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 30 ปี โดยกำหนดอายุผู้กู้รวมกับระยะเวลาที่ผ่อนชำระ ตามแต่กรณี ดังนี้
 อาชีพพนักงานประจำ อายุรวมไม่เกิน 65 ปี
 เจ้าของธุรกิจ / ผู้ประกอบอาชีพอิสระ / ผู้เชี่ยวชาญแขนงต่างๆ โดยเฉพาะ อายุรวมไม่เกิน 70 ปี

หลักทรัพย์ใช้ค้ำประกัน คืออะไร?
 บ้านพร้อมที่ดิน , ทาวน์เฮ้าส์ , ทาวน์โฮม , โฮมออฟฟิศ , อาคารพาณิชย์ และอาคารชุด (คอนโดมิเนียม)
ราคาหลักทรัพย์ขั้นต่ำเท่าไหร่?
  กรุงเทพและปริมณฑล 700,000 บาท / ต่างจังหวัด 500,000 บาท

ได้วงเงินอนุมัติเท่าไหร่?
 วงเงินอนุมัติสูงสุด 100% ของราคาประเมินหรือราคาซื้อขาย แล้วแต่อย่างใดจะต่ำกว่า
 กรณีเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่เข้าร่วมโครงการกับธนาคาร เงื่อนไขเป็นไปตามรายละเอียดของแต่ละโครงการ
หมายเหตุ : ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการพิจารณาอนุมัติวงเงินกู้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของธนาคาร


อัตราดอกเบี้ยแพงมั้ย?
อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 3.29% ต่อปี

 สามารถขอเพิ่มวงเงินกู้ เพื่อชำระค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบคุ้มครองวงเงินกู้ (MRTA) ได้
 สิทธิพิเศษ ธนาคารจะมอบส่วนลดอัตราดอกเบี้ยจำนวน 12 เดือน ในกรณีลูกค้าทำประกันชีวิตที่คุ้มครองวงเงินกู้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 กับบริษัทผู้รับประกันตามนโยบายของธนาคาร โดยอายุกรมธรรม์ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 ของอายุสัญญากู้เงิน และไม่ต่ำกว่า 10 ปี หรือทำประกันชีวิตที่คุ้มครองวงเงินกู้ทั้งจำนวน กับบริษัทผู้รับประกันตามนโยบายของธนาคาร โดยอายุกรมธรรม์ไม่ต่ำกว่าอายุสัญญากู้เงินหรือไม่ต่ำกว่า 10 ปี
ซื้อประกันชีวิต MRTA : ลดอัตราดอกเบี้ย 0.15%
ซื้อประกันชีวิต MRTA Plus : ลดอัตราดอกเบี้ย 0.25%

ค่าธรรมเนียมมีอะไรบ้าง?
 ค่าประเมินราคาหลักประกันรายย่อยขั้นต่ำ 3,000 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) พร้อมค่าพาหนะ (ถ้ามี) สำหรับกรณีต่างจังหวัด นอกเหนือจากนั้นคิดตามระเบียบที่ธนาคารกำหนด ยกเว้นค่าธรรมเนียมการประเมินราคาหลักประกัน (เฉพาะโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เข้าร่วมรายการกับธนาคาร)
 กรณีผู้กู้ชำระคืนเงินกู้เพื่อไปใช้บริการสถาบันการเงินอื่นภายในระยะเวลา 3 ปี นับจากวันทำสัญญากู้เงิน คิดค่าธรรมเนียม (Refinance Fee) 3% ของภาระหนี้คงเหลือ

ข้อดีของการรีไฟแนนซ์บ้านได้ 100%
วงเงินอนุมัติ เป็นอีก 1 เรื่องสำคัญของผู้กู้ที่มีความต้องการอยากได้วงเงินเยอะๆ ยิ่งได้ 100% ก็จะยิ่งดี เพราะคนที่ขอกู้ส่วนใหญ่ต้องการนำเงินมาปิดหนี้เดิมให้ครอบคลุมทั้งหมด และถ้ามีเงินเหลือจากการปิดหนี้ก้อนเดิมแล้วก็ยังสามารถนำเงินส่วนต่างนั้นมาใช้จ่ายในเรื่องที่จำเป็นได้อีก ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดี ซึ่งผู้กู้ส่วนใหญ่ก็จะมองหาธนาคารที่ให้วงเงินอนุมัติแบบเต็ม 100% อย่างเช่น สินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน ของธนาคารธนชาต ตามที่เรานำมาให้ดู เป็นต้น ดังนั้น เรามาดูข้อดีของการรีไฟแนนซ์บ้านได้ 100% ว่ามีดียังไงกันค่ะ

เมื่อได้พิจารณาจากทั้งหมดนี้แล้ว ก็จะรู้ว่าเรามีความสามารถที่จะเริ่มเป็นหนี้ก้อนนี้ได้หรือไม่!! สุดท้ายนี้เราหวังว่าเทคนิคที่นำเสนอจะช่วยให้ทุกคนเป็นหนี้แบบสร้างสรรค์ที่ทำให้ "ชีวิตดี๊ดี" ตลอดไปนะคะ

8
ตรวจสุขภาพเป็นลม (Syncope/Fainting)

คำว่า เป็นลม ในที่นี้หมายถึง อาการที่อยู่ ๆ ก็หมดสติทรุดลงกับพื้น ซึ่งเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน และเป็นอยู่ชั่วประเดี๋ยวเดียวก็กลับฟื้นคืนสติได้เองภายในเวลาอันสั้น ทั้งนี้ เนื่องจากมีเลือดไปเลี้ยงเซลล์สมองน้อยลง ทำให้เซลล์สมองขาดออกซิเจนชั่วขณะ อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของระบบประสาทและระบบไหลเวียนโลหิตจากสาเหตุต่าง ๆ

ชาวบ้านนิยมเรียกอาการเป็นลมนี้ว่า "โรควูบ"

เป็นลมเป็นอาการที่พบได้บ่อยในคนทุกวัย และจะพบบ่อยขึ้นตามอายุที่มากขึ้น ถ้าพบในคนอายุต่ำกว่า 30 ปีมักเป็นลมธรรมดา ไม่มีโรคประจำตัวที่เป็นต้นเหตุ และส่วนใหญ่จะมีอาการเพียงครั้งเดียว จะไม่มีอาการเป็นลมกำเริบซ้ำอีก แต่ถ้าพบในวัยกลางคนและผู้สูงอายุก็อาจมีโรคประจำตัว (เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ) ร่วมด้วย หรือเกิดจากสาเหตุที่รุนแรงได้ ซึ่งมีโอกาสที่จะมีอาการเป็นลมซ้ำซากได้

โดยภาพรวม ผู้ที่มีอาการเป็นลมทั้งหมด (ทุกกลุ่มวัยและจากทุกสาเหตุ) อาจมีโอกาสเป็นลมซ้ำได้อีกประมาณร้อยละ 30

สาเหตุ

อาการเป็นลมอาจเกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งหรือหลาย ๆ สาเหตุร่วมกัน ดังต่อไปนี้

1. กลุ่มที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของความตึงตัวของหลอดเลือด (vascular tone) หรือปริมาตรเลือด (blood volume) ได้แก่

(1) เป็นลมจากหลอดเลือดและประสาทเวกัส (vasovagal syncope หรือ neurocardiogenic syncope) พบได้ประมาณครึ่งหนึ่งของอาการเป็นลมทั้งหมดและเป็นภาวะที่ไม่รุนแรง ซึ่งมีชื่อเรียกแต่เดิมว่า เป็นลมธรรมดา (common fainting) มักเกิดกับวัยหนุ่มสาว แต่ก็อาจพบได้ในทุกวัย ผู้ป่วยจะเป็นคนที่มีสุขภาพแข็งแรงดี ไม่มีโรคประจำตัว มักเกิดอาการเป็นลมขณะอยู่ในท่ายืน มักมีเหตุกระตุ้น เช่น อยู่ในฝูงชนแออัด อากาศร้อนอบอ้าว หรืออยู่กลางแดดที่ร้อนจัด ร่างกายอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า อดนอน หลังกินข้าวอิ่ม ลุกจากท่านอนราบขึ้นยืนเร็ว ๆ หรือยืนอยู่ในท่าเดิมนาน ๆ มีความรู้สึกเจ็บปวดรุนแรง มีความรู้สึกตื่นเต้น ตกใจ กลัว หรือเสียใจอย่างกะทันหัน หรือเห็นเลือดแล้วรู้สึกกลัว ถูกเจาะเลือด เป็นต้น เป็นเหตุให้ร่างกายเกิดปฏิกิริยา ทำให้หัวใจเต้นช้าลง และหลอดเลือดที่เท้า 2 ข้างขยายตัว มีเลือดคั่งอยู่ที่เท้า ส่งผลให้ความดันโลหิตลดลง จึงมีเลือดขึ้นไปเลี้ยงสมองได้น้อยลง เกิดอาการเป็นลมล้มฟุบทันที

(2) เป็นลมจากอากัปกิริยาบางอย่าง (situational syncope) ชักนำให้เกิดปฏิกิริยาแบบเดียวกับข้อ (1) ทำให้มีอาการเป็นลมทันทีขณะมีกิริยานั้น ๆ ตัวอย่างเช่น

    ขณะไอหรือจามแรง ๆ มักพบในคนที่เป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ
    ขณะกลืนอาหาร มักพบในผู้ป่วยที่เป็นโรคเกี่ยวกับคอหอย หรือหลอดอาหาร
    ขณะถ่ายปัสสาวะ หลังจากมีปัสสาวะเต็มกระเพาะ (ปวดถ่ายสุด ๆ) พบบ่อยในผู้ชายที่ดื่มแอลกอฮอล์จัด
    ขณะถ่ายอุจจาระ ในคนที่ท้องผูก หรือมีการเบ่งแรง ๆ
    ขณะหันคอ โกนหนวดด้วยเครื่องไฟฟ้า หรือใส่เสื้อรัดคอ พบในผู้สูงอายุที่มีความไวของคาโรติดไซนัส (carotid sinus hypersensitivity)

(3) เป็นลมจากความดันตกในท่ายืน (postural syncope) ผู้ป่วยจะรู้สึกเป็นปกติดีขณะอยู่ในท่านอนราบ แต่เมื่อลุกขึ้นยืนจะมีความดันเลือดลดลง จนเลือดไปเลี้ยงสมองได้น้อยลง ทำให้เกิดอาการหน้ามืด เป็นลมทันที มักพบในผู้สูงอายุ ผู้ที่เป็นเบาหวานหรือโรคพิษสุราเรื้อรัง ผู้ที่ใช้ยารักษาโรคความดันโลหิตสูง ยารักษาโรคหัวใจ หรือยาขับปัสสาวะ ผู้ที่มีภาวะตกเลือด (เช่น มีเลือดออก ถ่ายอุจจาระดำ ประจำเดือนออกมาก) หรือมีภาวะขาดน้ำ (เช่น ท้องเดิน อาเจียน มีไข้สูง ดื่มน้ำน้อย เหงื่อออกมากเนื่องจากออกกำลังกายหรืออยู่ในที่ ๆ อากาศร้อนอบอ้าว) หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ดูเพิ่มเติมใน "ภาวะความดันตกในท่ายืน"

2. กลุ่มที่เกิดจากความผิดปกติของหัวใจและหลอดเลือด (cardiovascular disorders) ส่งผลให้หัวใจสูบฉีดไม่ได้เต็มที่ เลือดขึ้นไปเลี้ยงสมองได้น้อยลง เกิดอาการเป็นลม เรียกว่า เป็นลมจากโรคหัวใจ (cardiac syncope) อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น

    หัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจเต้นช้าหรือเร็ว หรือจังหวะไม่สม่ำเสมอ
    โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
    ภาวะหัวใจวาย
    โรคกล้ามเนื้อหัวใจพิการ (cardiomyopathy)
    โรคลิ้นหัวใจตีบ (aortic stenosis, mitral stenosis)
    เนื้องอกในหัวใจ (atrial myxoma)
    ภาวะเลือดเซาะผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ (aortic dissection) (ดู "โรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง")
    ภาวะสิ่งหลุดอุดตันหลอดเลือดแดงปอด (ดู "ภาวะหลอดเลือดดำส่วนลึกมีลิ่มเลือด") ทำให้เกิดภาวะหัวใจวายตามมา ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการเป็นลม

3. กลุ่มที่เกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดสมอง (cerebrovascular disorders) เช่น หลอดเลือดสมองตีบตัน หรือแตก (ดู "โรคหลอดเลือดสมอง สมองขาดเลือดชั่วขณะ อัมพาตครึ่งซีก") ทำให้เซลล์สมองขาดเลือดไปเลี้ยง เกิดอาการเป็นลม เรียกว่า เป็นลมจากโรคสมอง (neurologic syncope) สาเหตุที่พบได้บ่อย ได้แก่ หลอดเลือดแดง vertebrovascular artery ขาดเลือด (vertebrovascular insufficiency) โรคไมเกรนที่มีการตีบของหลอดเลือดแดง basilary artery ชั่วขณะ

4. กลุ่มโรคที่หมดสติชั่วขณะคล้ายอาการเป็นลม มีอาการหมดสติที่ไม่เกี่ยวกับเซลล์สมองขาดเลือดแต่เกี่ยวกับสาเหตุอื่น เช่น

    อาการชัก เช่น โรคลมชัก ขณะชักจะมีอาการหมดสติชั่วขณะ
    ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งอาจมีอาการเป็นลมชั่วขณะ แล้วฟื้นสติได้เอง แต่บางคนก็หมดสติไปเลย มีสาเหตุจากการอดอาหารนาน หรือเป็นผู้ป่วยเบาหวานที่ใช้ยาเกินขนาด ออกแรงมากเกิน หรือกินอาหารผิดเวลา หรือกินอาหารได้น้อย
    ภาวะซีด หรือโลหิตจางจากสาเหตุต่าง ๆ
    โรคทางจิตประสาท เช่น โรคกังวล โรคซึมเศร้า กลุ่มอาการระบายลมหายใจเกิน เป็นต้น อาจมีอาการเป็นลมแน่นิ่งชั่วขณะร่วมด้วย

5. กลุ่มที่ไม่ทราบสาเหตุ บางรายอาจมีอาการเป็นลมโดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน ซึ่งพบประมาณร้อยละ 30 ของผู้ป่วยที่มีอาการเป็นลม

อาการ

เป็นลมธรรมดา มักมีอาการเป็นลมขณะอยู่ในท่ายืน คือ อยู่ดี ๆ รู้สึกใจหวิว แขนขาอ่อนแรง ทรงตัวไม่ไหว ทรุดลงนอนกับพื้น ไม่รู้สึกตัวหรือหมดสติอยู่เพียงชั่วประเดี๋ยวเดียว แล้วก็ฟื้นคืนสติได้เองภายในไม่กี่วินาทีถึง 1 นาทีเป็นส่วนใหญ่ (ส่วนน้อยอาจหมดสตินานเกิน 2 นาที) โดยร่างกายจะกลับเป็นปกติดีในเวลาไม่นาน บางรายอาจรู้สึกสับสน (แต่จะเป็นอยู่นานไม่เกิน 30 วินาที) อาจจำเหตุการณ์ช่วงที่เป็นลมล้มฟุบลงไม่ได้ และหลังจากฟื้นคืนสติ อาจรู้สึกอ่อนเพลียอยู่นานประมาณ 30 นาที

บางคนก่อนจะเป็นลมอาจมีอาการเตือนล่วงหน้า (เช่น ศีรษะเบาหวิว วิงเวียน ตัวโคลงเคลง ตาลาย มองเห็นภาพเป็นจุดสีดำหรือเทา หรือตามัวลง หูอื้อหรือมีเสียงดังในหู คลื่นไส้ เหงื่อออก ใจหวิว ใจสั่น หน้าซีด อ่อนแรง) อยู่นานเป็นวินาทีถึง 2-3 นาที แล้วก็เป็นลมฟุบ หมดสติ

เป็นลมจากอากัปกิริยาบางอย่าง มีอาการคล้ายกับอาการเป็นลมธรรมดา แต่จะมีสาเหตุกระตุ้นชัดเจน เช่น ไอ ขณะกลืนอาหาร เบ่งถ่าย หันคอ เป็นต้น

เป็นลมจากความดันตกในท่ายืน มีอาการหน้ามืดเป็นลมทันทีที่ลุกขึ้นยืน ในขณะที่อยู่ในท่านอนราบจะรู้สึกสบายดี อาจมีอาการกำเริบซ้ำได้บ่อย อาจมีประวัติเป็นเบาหวานหรือโรคพิษสุราเรื้อรัง หรือกินยาหรืออมยาใต้ลิ้นก่อนเป็นลม หรือมีภาวะขาดน้ำหรือเลือดออก (เช่น ถ่ายดำ มีประจำเดือนออกมาก)

เป็นลมจากโรคหัวใจ พบบ่อยในผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีประวัติเป็นโรคเรื้อรัง (เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ) หรือสูบบุหรี่ ก่อนเป็นลมหมดสติอาจมีอาการใจสั่น เจ็บหน้าอก หรือหายใจหอบเหนื่อยร่วมด้วย บางรายอาจมีอาการเป็นลมขณะใช้แรง (เช่น ยกของหนัก ทำงานหนัก) หรือขณะออกกำลังกาย และอาจเป็นลมขณะอยู่ในท่านอน ท่านั่ง หรือท่ายืนก็ได้

เป็นลมจากโรคสมอง พบบ่อยในผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีประวัติเป็นโรคเรื้อรังหรือสูบบุหรี่ ก่อนเป็นลมหมดสติอาจมีอาการปวดศีรษะ บ้านหมุน เห็นภาพซ้อน พูดอ้อแอ้หรือไม่ชัด กลืนลำบาก เดินเซ แขนขาชาหรืออ่อนแรงร่วมด้วย

ภาวะแทรกซ้อน

ขณะเป็นลมหมดสติ อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุขณะขับรถ ทำงานกับเครื่องจักร หรือว่ายน้ำ เป็นอันตรายได้ หรืออาจล้มฟุบ หรือตกจากที่สูง ได้รับบาดเจ็บ เช่น บาดแผล กระดูกหัก ศีรษะได้รับบาดเจ็บ เป็นต้น

สำหรับผู้ที่เป็นลมซึ่งพบว่ามีโรคประจำตัวร่วมด้วย (เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคสมอง) ก็อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคที่พบร่วมตามมาได้

การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการ ประวัติโรคการเจ็บป่วย การใช้ยา เหตุการณ์ในช่วงที่เป็นลม (เช่น ก่อนจะเป็นลมกำลังทำอะไร อยู่ที่ไหน) สาเหตุที่กระตุ้นให้เป็นลม (เช่น อดนอน อดข้าว เห็นเลือด เหนื่อยล้า มีอาการเจ็บปวด มีเรื่องตื่นเต้น ตกใจ กลัว) และการตรวจร่างกายเป็นหลัก อาจมีสิ่งตรวจพบ เช่น

เป็นลมธรรมดาและเป็นลมจากอากัปกิริยาบางอย่าง ขณะเป็นลมอาจตรวจพบอาการหน้าซีด มือเท้าเย็น มีเหงื่อออกเป็นเม็ดทั่วใบหน้าและลำตัว ชีพจรเต้นช้า (ต่ำกว่า 60 ครั้ง/นาที) รูม่านตาขยายเท่ากันทั้ง 2 ข้าง และหดลงทันทีเมื่อถูกแสง

เป็นลมจากความดันตกในท่ายืน การวัดความดันโลหิตในท่ายืน (หลังยืนขึ้น 2-5 นาที) เทียบกับท่านอน พบว่า ในท่ายืนความดันช่วงบนลดลง > 20 มม.ปรอท หรือความดันช่วงล่างลดลง > 10 มม.ปรอท หรือความดันช่วงบนในท่ายืน < 90 มม.ปรอท

ในรายที่มีปริมาตรเลือดลดลง (เช่น ขาดน้ำ เสียเลือด) ชีพจรในท่ายืนอาจเพิ่ม > 20 ครั้ง/นาที ผู้ป่วยอาจมีภาวะซีด หรือภาวะขาดน้ำ (เช่น ริมฝีปากแห้ง) ร่วมด้วย

เป็นลมจากโรคหัวใจ อาจตรวจพบชีพจรเต้นช้าหรือเร็วกว่าปกติ หรือจังหวะไม่สม่ำเสมอ การตรวจฟังหัวใจอาจได้ยินเสียงฟู่ (murmur) บางรายอาจพบภาวะหัวใจวาย

เป็นลมจากโรคสมอง การใช้เครื่องฟังตรวจตรงหลอดเลือดแดงที่คออาจได้ยินเสียงฟู่ (carotid bruit) อาจพบอาการแขนขาอ่อนแรง ความดันโลหิตสูง

ในหญิงตั้งครรภ์ หรือในรายที่สงสัยว่าผู้ป่วยมีโรคประจำตัว หรือมีอาการเป็นลมซ้ำซาก แพทย์จะทำการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น การตรวจเลือด (ดูภาวะซีด ระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด อิเล็กโทรไลต์ในเลือด เป็นต้น) การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การตรวจบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบตลอดเวลา 24 ชั่วโมง (holter monitor) การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (echocardiogram) การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง การถ่ายภาพสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เป็นต้น

ในรายที่มีอาการเป็นลมซ้ำซากโดยหาสาเหตุไม่ได้ชัดเจน อาจทำการตรวจที่เรียกว่า "การทดสอบด้วยเตียงที่ปรับเอียง (tilt table test)" โดยทำการตรวจวัดการเปลี่ยนแปลงของชีพจรและความดันโลหิต เมื่อจัดเตียงตรวจให้ผู้ป่วยยืนทำมุมในองศาต่าง ๆ การทดสอบนี้จะช่วยวินิจฉัยอาการเป็นลมจากหลอดเลือดและประสาทเวกัส (vasovagal syncope) รวมทั้งภาวะความดันตกในท่ายืน

การรักษาโดยแพทย์

แพทย์จะให้การรักษาตามสาเหตุที่พบ ดังนี้

1. ถ้าเป็นลมธรรมดา หากผู้ป่วยรู้สึกตัวดีแล้ว และตรวจไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยปฏิบัติตัวในการป้องกันและดูแลเบื้องต้นหากมีอาการกำเริบใหม่

สำหรับผู้ที่เป็นลมบ่อยโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน และมีผลต่อการดำเนินชีวิต หรือมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ แพทย์อาจพิจารณาให้ยาชนิดใดชนิดหนึ่งตามความเหมาะสมกับสภาพของผู้ป่วย อาทิ ยากลุ่ม mineralocorticoid เช่น ฟลูโดรคอร์ติโซน (fludrocortisone), ยาหดหลอดเลือด (vasoconstrictor) เช่น ไมโดดรีน (midodrine), ยากลุ่ม selective serotonin reuptake inhibitors เช่น ฟลูออกซีทิน หรือเซอร์ทราลีน (sertraline)

หากรักษาด้วยยาไม่ได้ผล แพทย์อาจพิจารณาทำการผ่าตัดใส่ตัวคุมจังหวะหัวใจ (pacemaker)

2. ถ้าเป็นลมจากอากัปกิริยาบางอย่าง ก็จะแนะนำให้หลีกเลี่ยงหรือควบคุมอากัปกิริยาที่เป็นสาเหตุ เช่น การไอ การเบ่งถ่าย เป็นต้น ถ้าเกิดจากความไวของคาโรติดไซนัสก็แนะนำให้หลีกเลี่ยงการสวมใส่เสื้อหรือเน็กไทรัดคอ ใช้มีดโกนไฟฟ้าแทนมีดโกนธรรมดา

3. ถ้าเป็นลมจากความดันตกในท่ายืน ก็แก้ไขตามสาเหตุ เช่น ภาวะขาดน้ำหรือเสียเลือด ก็ให้น้ำเกลือหรือให้เลือด หากเกิดจากยาก็ปรับเปลี่ยนยาให้เหมาะสม เป็นต้น

แนะนำให้ผู้ป่วยลุกขึ้นช้า ๆ จากท่านอนเป็นท่านั่ง แล้วจากท่านั่งจึงค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน การขยับขาก่อนลุกขึ้นก็อาจทำให้เกิดอาการน้อยลง (เนื่องเพราะสามารถเพิ่มปริมาตรเลือดไหลกลับเข้าสู่หัวใจได้) นอกจากนี้ การนอนศีรษะสูงหรือใช้ถุงรัดน่อง (compression stocking) ก็อาจมีส่วนช่วยลดอาการได้

ในรายที่มีอาการบ่อย ๆ แพทย์อาจพิจารณาให้ยา เช่น ยากลุ่ม mineralocorticoid-ฟลูโดรคอร์ติโซน (fludrocortisone), ไมโดดรีน (midodrine) (ดูเพิ่มเติมใน "ภาวะความดันตกในท่ายืน")

4. ถ้าเป็นลมจากโรคหัวใจหรือโรคสมอง อาจจำเป็นต้องรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาล เพื่อพิจารณาให้ยารักษาหรือผ่าตัดแก้ไข

สำหรับผู้ที่มีภาวะหัวใจเต้นช้าหรือเร็วผิดปกติ แพทย์อาจผ่าตัดใส่อุปกรณ์คุมจังหวะหัวใจ ได้แก่ pacemaker สำหรับผู้ที่มีภาวะหัวใจเต้นช้า, implantable cardioverter-defibrillator สำหรับผู้ที่มีภาวะหัวใจเต้นเร็ว

ผู้ป่วยที่เป็นลมจากโรคหัวใจหรือโรคสมอง ควรได้รับการรักษาอย่างจริงจัง มิเช่นนั้นอาจมีโอกาสตายหรือพิการได้

5. ถ้าเป็นลมจากโรคทางจิตประสาท (เช่น โรคกังวล โรคซึมเศร้า กลุ่มอาการระบายลมหายใจเกิน เป็นต้น) หรือสาเหตุอื่น (เช่น ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ภาวะซีด โรคลมชัก ไมเกรน เป็นต้น) ก็จะให้การรักษาโรคหรือภาวะผิดปกติที่พบ

การดูแลตนเอง

หากพบผู้ป่วยมีอาการเป็นลม ควรทำการปฐมพยาบาล

ผู้ป่วยแม้ว่าจะฟื้นสติได้เอง และมีความรู้สึกตัวเป็นปกติดีแล้ว ก็ควรไปปรึกษาแพทย์ทุกราย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีโรคประจำตัว (เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ) หรือกินยารักษาโรคอยู่ประจำ สงสัยมีภาวะผิดปกติของร่างกาย ผู้ที่เคยเป็นลมมาก่อนหรือรู้สึกคล้ายจะเป็นลมอีก หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย (เช่น ชัก เห็นภาพซ้อน พูดไม่ชัด กลืนลำบาก เดินเซ แขนขาชาหรืออ่อนแรง เจ็บแน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย ชีพจรเต้นช้าหรือเร็วกว่าปกติ หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ ซีด ถ่ายอุจจาระดำ มีเลือดออก ปวดศีรษะมาก ปวดท้องมาก อาเจียน ท้องเดิน เป็นต้น) ควรไปพบแพทย์โดยเร็ว

ควรดูแลรักษาและปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์ และติดตามการรักษากับแพทย์ตามนัด

ควรกลับไปพบแพทย์ก่อนนัด ถ้ามีอาการเป็นลมใหม่ หรือมีอาการผิดปกติ (เช่น อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เจ็บแน่นหน้าอก แขนขาชาหรืออ่อนแรง กลืนลำบาก พูดไม่ขัด เดินเซ เป็นต้น) หรือมีอาการที่สงสัยว่าเกิดจากผลข้างเคียงจากยา (เช่น มีลมพิษ ผื่นคัน ตุ่มพุพอง ตาบวม ปากบวม คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ)

การปฐมพยาบาลคนเป็นลม

เมื่อพบผู้ป่วยเป็นลม ควรให้การปฐมพยาบาล ดังนี้

1. ขั้นตอนแรกสุดคือ รีบจับผู้ป่วยนอนหงาย ศีรษะต่ำ (ไม่ต้องหนุนหมอน) เท้ายกสูง เพื่อให้เลือดไปเลี้ยงสมองมากขึ้น และหันศีรษะไปด้านข้าง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจ

2. ปลดเสื้อผ้า เข็มขัด รวมทั้งสิ่งรัดคอ (เช่น เน็กไท ผ้าพันคอ กระดุมคอ) ให้หลวม

3. ห้ามคนมุงดู เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก

4. ถ้าตัวเย็นหรืออากาศเย็น ห่มผ้าให้อบอุ่น

5. ขณะที่ยังไม่ฟื้น ห้ามให้น้ำหรืออาหารทางปาก

6. เมื่อผู้ป่วยเริ่มรู้สึกตัว อย่าให้ลุกขึ้นทันที อาจทำให้เป็นลมอีกได้ ควรให้นอนพักต่ออีก 15-20 นาที หรือจนกว่าอาการจะหายเป็นปกติ และตรวจดูว่าร่างกายได้รับบาดเจ็บหรือไม่

7. เมื่อผู้ป่วยฟื้นคืนสติแล้ว และเริ่มกลืนได้ อาจให้ผู้ป่วยดื่มน้ำ (ถ้ารู้สึกกระหาย) หรือให้ดื่มน้ำหวาน (ถ้ารู้สึกหิว)

8. แม้ว่าผู้ป่วยจะฟื้นดีแล้ว ก็ควรส่งไปพบแพทย์หรือโรงพยาบาลเพื่อตรวจหาสาเหตุ

9. ถ้าผู้ป่วยหมดสตินานเกิน 2-3 นาที ควรให้การปฐมพยาบาลแบบอาการหมดสติ หรือขณะที่หมดสติ ถ้าพบว่าผู้ป่วยหยุดหายใจให้ทำการกู้ชีวิต (CPR) ด้วยการกดหน้าอก (ปั๊มหัวใจ) แล้วนำส่งโรงพยาบาลทันที

การป้องกัน

1. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำให้มาก ๆ หลีกเลี่ยงการดื่มสุราจัดและการสูบบุหรี่ หาทางผ่อนคลายความเครียด และออกกำลังกายเป็นประจำ

2. บริโภคอาหารสุขภาพ ออกกำลังกายเป็นประจำ ควบคุมน้ำหนักตัว และมีสุขนิสัยในการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคต่าง ๆ

3. เมื่อมีโรคประจำตัว (เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น) ควรดูแลรักษาอย่างจริงจัง

4. ผู้ที่เคยเป็นลมธรรมดา ควรปฏิบัติตัวดังนี้

    หลีกเลี่ยงเหตุกระตุ้น เช่น การอยู่ในฝูงชนแออัด อากาศร้อน การออกกลางแดด การอดนอน การอดข้าว การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การลุกจากท่านอนราบขึ้นยืนเร็ว ๆ (ควรลุกขึ้นอย่างช้า ๆ) การยืนอยู่ในท่าเดิมนาน ๆ (ถ้าจำเป็นต้องยืนเป็นเวลานาน ควรขยับเดินเคลื่อนไหวไปมาบ่อย ๆ) เป็นต้น
    หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ทำให้เครียด ตื่นเต้น ตกใจ กลัว เช่น ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องน่ากลัว หรือน่าตื่นเต้น การเห็นเลือด
    เมื่อมีอาการไม่สบาย เช่น ปวดศีรษะ ปวดท้อง ท้องเดิน อาเจียน ควรรีบดูแลรักษาตัวเองให้ถูกต้อง (เช่น กินยาบรรเทาอาการ ดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ป้องกันภาวะขาดน้ำ) หรือไปพบแพทย์โดยเร็ว
    เมื่อมีอาการเตือน (เช่น ศีรษะเบาหวิว วิงเวียน ตัวโคลงเคลง คลื่นไส้ หน้าซีด) ให้รีบนอนลงและยกเท้าสูงกว่าระดับหัวใจประมาณ 30 ซม. หรือนั่งบนเก้าอี้แล้วก้มศีรษะลงซุกอยู่ระหว่างหัวเข่า 2 ข้างเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นลมหมดสติ

5. ถ้าเคยเป็นลมจากอากัปกิริยาบางอย่าง ให้หลีกเลี่ยงหรือควบคุมอากัปกิริยาที่เป็นสาเหตุ เช่น การไอ การเบ่งถ่าย เป็นต้น ถ้าเกิดจากความไวของคาโรติดไซนัส ก็ให้หลีกเลี่ยงการสวมใส่เสื้อหรือเน็กไทรัดคอ ใช้มีดโกนไฟฟ้าแทนมีดโกนธรรมดา

ข้อแนะนำ

1. ผู้ป่วยที่มีอาการเป็นลมส่วนใหญ่มักไม่มีสาเหตุที่ร้ายแรง และไม่มีอันตรายแต่อย่างใด ส่วนน้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำ (เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคสมอง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน) อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้

มีรายงานว่า หญิงตั้งครรภ์หากมีอาการเป็นลมบ่อย หรือมีอาการเป็นลมในระยะไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ หลังคลอดบุตรแล้ว อาจพบว่าเป็นโรคหัวใจในภายหลังได้ และอาจทำให้ทารกคลอดก่อนกำหนด หรือทารกพิการแต่กำเนิดได้

ดังนั้น ถ้าพบอาการเป็นลมในผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัว หรือหญิงตั้งครรภ์ แม้ว่าอาการเป็นลมจะหายดีแล้ว ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติมอย่างถี่ถ้วน และติดตามดูอาการอย่างต่อเนื่อง

2. ผู้ป่วยที่เป็นลมส่วนใหญ่จะไม่มีอาการชักเกร็งของแขนขาร่วมด้วย ส่วนน้อยอาจพบว่ามีอาการชักคล้ายโรคลมชัก ต่างกันที่ผู้ป่วยเป็นลมจะมีอาการชักตามหลังหมดสติ และชักเพียงช่วงสั้น ๆ (ส่วนใหญ่ไม่เกิน 15 วินาที) ในขณะที่ผู้ป่วยลมชักจะมีอาการชักพร้อม ๆ กับหมดสติ และมักจะชักนานเกิน 1 นาที อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่มักจะยากที่จะวินิจฉัยแยกโรค 2 ชนิดนี้ได้

นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่เป็นลมและมีอาการชักร่วมด้วย อาจพบว่ามีภาวะผิดปกติของหัวใจ (เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ) ร่วมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าพบในผู้ใหญ่

ดังนั้น เมื่อพบผู้ที่เป็นลมและมีอาการชัก เมื่ออาการทุเลาแล้วควรไปพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อทำการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง เอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง เป็นต้น

3. ผู้ที่เป็นลมที่ไม่มีสาเหตุจากโรคหัวใจและโรคสมอง มักไม่มีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง (ยกเว้นการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ) ควรป้องกันไม่ให้เป็นลมซ้ำ โดยการหลีกเลี่ยงเหตุกระตุ้น และรู้จักปฏิบัติตัวต่าง ๆ (ดังที่กล่าวไว้ในหัวข้อ "การป้องกัน" ด้านบน)

แต่ถ้ามีอาการเป็นลมบ่อย ควรหลีกเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ เช่น การขับรถ การทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร การว่ายน้ำตามลำพัง การอยู่ในที่สูง เป็นต้น และควรปรึกษาแพทย์เพื่อการวินิจฉัยสาเหตุให้แน่ชัด

4. ในการปฐมพยาบาล ขั้นตอนสำคัญที่สุดและควรรีบทำเป็นอันดับแรก ก็คือ การจับผู้ป่วยนอนหงาย ศีรษะต่ำ เพื่อให้เลือดไปเลี้ยงสมองให้เพียงพอ ซึ่งมักจะช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นได้ภายในเวลาสั้น ๆ ส่วนวิธีช่วยเหลืออื่น ๆ เช่น การให้ดมแอมโมเนีย การเรียกดัง ๆ การบีบนวด การใช้ผ้าเย็นเช็ดตามหน้าและคอ การพัดลม อาจมีส่วนช่วยกระตุ้นผู้ป่วย แต่ไม่ใช่วิธีการที่สำคัญในการช่วยให้ฟื้นสติ

9
จัดฟันบางนา: ห้าม “ดื่มแอลกอฮอล์” หลังจากฝังรากฟันเทียม !

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า หลังจากการผ่าตัดฝังรากฟันเทียมอยู่แล้ว เราควรคำนึงถึงการรับประทานอาหาร รวมไปถึงใส่ใจในพฤติกรรมการรับประทานอาหารให้มากยิ่งขึ้น เพราะการรับประทานอาหารนั้น ส่งผลดดยตรงต่อสุขภาพช่องปากและฟันของเรา

เพราะฉะนั้น อาหารการกินนั้นถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากหลังจากการฝังรากฟันเทียมแล้ว ทั้งนี้ก็ต้องปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของทันตแพทย์อย่างเคร่งครัดด้วย หลายคนอาจจะสงสัยว่า หลังจากการรักษาทางทันตกรรม ด้วยการผ่าตัดฝังรากฟันเทียมแล้ว ทำไมถึงควรงดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ด้วย เพราะแอลกอฮอล์ไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อช่องปาก ไม่ได้ใช้แรงในการบดเคี้ยว เหตุใดถึงต้องงด การดื่มแอลกอฮอล์นั้น ถือเป็นเรื่องที่ต้องห้ามเลยก็ว่าได้ ในการรักษาด้วยการผ่าตัดฝังรากฟันเทียม

เพราะหลังจากที่ทำการฝังรากฟันเทียมลงไปบนกระดูกขากรรไกรของผู้เข้ารับการรักษาแล้วนั้น ภายหลังจากการผ่าตัด จะมีบาดแผลที่ได้จากการผ่าตัดเพื่อทำการฝังรากเทียม ดังนั้น แอลกอฮอล์จะส่งผลให้บาดแผลจากการผ่าตัดหายช้ากว่าปกติ เพราะการดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างที่บาดแผลภายในช่องปากที่ได้จากการฝังรากฟันเทียมนั้นยังไม่สมานตัวดี ตัวแอลกอฮอล์จะไปเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการอักเสบและติดเชื้ออย่างมาก นอกจากนี้จะทำให้บาดแผลหายช้าอีกด้วย การดูแลตัวเองหลังจากการฝังรากฟันเทียม ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะจะส่งผลต่ออัตราความสำเร็จในการรักษาด้วย หากไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ก็อาจจะทำให้การรักษาเกิดการล้มเหลวได้

ควร “ลดของหวาน” หลังฝังรากฟันเทียม !

การรักษาด้วยการฝังรากฟันเทียมนั้น เป็นการรักษาทางทันตกรรม สำหรับผู้ที่มีปัญหาสูญฟันธรรมชาติไป สำหรับสาเหตุที่จะทำให้เราสูญเสียฟันนั้นก็คือ ฟันผุ หรือโรคเหงือก ซึ่งมาการที่เราดูแลสุขภาพช่องปากไม่ดี

และพฤติกรรมการรับประทานอาหารนั่นเอง หากรับประทานอาหารที่แข็งเกินไป ก็อาจจะทำให้ฟันหักหรือแตกได้ รวมไปถึงของหวานที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดฟันผุ เพราะของหวานนั้น มีส่วนผสมของน้ำตาลที่มีปริมาณมาก ซึ่งจะส่งผลต่อฟันของคุณ ขนมหรืออาหารที่มีรถหวานจัด จะทำให้เราเกิดอาการปวดฟัน เสียวฟัน เนื่องจากฟันผุ การรักษาความสะอาดของช่องปากนับว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดในทุกเพศทุกวัย รวมถึงส่งผลดีต่อรากฟันเทียมด้วย เพราะถ้าสุขภาพภายในช่องปากดีจะทำให้การเกิดฟันผุได้น้อยลง ซึ่งสุขภาพภายในช่องปากจะรวมทั้งการป้องกันการเกิดเหงือก และเนื้อเยื่อในช่องปากอักเสบเรื้อรัง กระดูกที่เป็นเบ้าฟันต้องแข็งแรงอีกด้วย

แน่นอนว่า หลังจากที่เราทำการรักษาด้วยการผ่าตัดฝังรากฟันเทียมแล้ว ก็ควรจะงดหรือเลี่ยงของหวาน อาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาลในปริมาณที่มากๆ ควรหันมารับประทานอาหารประเภทนม เนยถั่ว ลูกเกด ปลาแซลมอน ชาเขียว หรืออาหารที่มีประโยชน์อื่นๆ จะช่วยเสริมสุขภาพช่องปากและทำให้แผลจากการผ่าตัดฝังรากฟันเทียมหายไวยิ่งขึ้น ลองเพิ่มสิ่งเหล่านี้ลงในเมนูประจำวัน คุณจะพบกับความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีต่อสุขภาพแน่นอน

10
เคล็ดลับสร้างอาชีพเสริมด้วย ทาโก้และแรปแสนอร่อยและราคาไม่แพง

ทาโก้และแรปเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน ด้วยรสชาติที่อร่อย หลากหลาย และราคาไม่แพง ทำให้เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการสร้างอาชีพเสริม ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณสร้างอาชีพเสริมด้วยทาโก้และแรปได้อย่างประสบความสำเร็จ:

1. สร้างความแตกต่างด้วยรสชาติและวัตถุดิบ:

รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์:
คิดค้นสูตรทาโก้และแรปที่เป็นเอกลักษณ์ของคุณเอง
ผสมผสานรสชาติและวัตถุดิบที่แตกต่าง เพื่อสร้างความน่าสนใจ
เช่น ทาโก้ไส้หมูสามชั้นทอดกรอบ หรือแรปไส้ไก่ย่างสมุนไพร

วัตถุดิบคุณภาพ:
เลือกใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพดีและสดใหม่
จะช่วยให้รสชาติอาหารอร่อยและถูกปากลูกค้า
เช่น ผักสดออร์แกนิก หรือเนื้อสัตว์คุณภาพดี

ตัวเลือกหลากหลาย:
นำเสนอทาโก้และแรปที่มีตัวเลือกหลากหลาย
เช่น ตัวเลือกสำหรับคนทานมังสวิรัติ หรือคนทานคีโต
จะช่วยให้เข้าถึงลูกค้าได้กว้างขึ้น


2. สร้างความแตกต่างด้วยเมนู:

เมนูสร้างสรรค์:
เพิ่มท็อปปิ้งพิเศษ เช่น ซอสโฮมเมด หรือเครื่องเคียงต่างๆ
จัดจานให้สวยงามและน่ารับประทาน
สร้างความแปลกใหม่และน่าสนใจ

เมนูตามฤดูกาล:
ใช้วัตถุดิบตามฤดูกาล เช่น ผักและผลไม้สด
สร้างความพิเศษและน่าสนใจในช่วงเวลาต่างๆ


3. สร้างความแตกต่างด้วยช่องทางการขาย:

เดลิเวอรี่:
ใช้บรรจุภัณฑ์ที่สวยงามและรักษาอุณหภูมิอาหารได้ดี
มีบริการจัดส่งที่รวดเร็วและตรงเวลา

ตลาดออนไลน์:
สร้างแบรนด์และเรื่องราวของร้านค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์
ใช้รูปภาพและวิดีโอที่น่าสนใจเพื่อดึงดูดลูกค้า

งานออกร้าน:
เข้าร่วมงานอีเว้นท์ต่างๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการขาย
เช่น งานเทศกาลอาหาร หรือคอนเสิร์ต


4. การตลาดและสร้างแบรนด์:

สร้างเรื่องราว: เล่าเรื่องราวของร้านค้าของคุณ เพื่อสร้างความน่าสนใจและดึงดูดลูกค้า
สร้างความแตกต่าง: สร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง ด้วยการนำเสนอสินค้าและบริการที่ไม่เหมือนใคร
สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า: สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า เพื่อสร้างฐานลูกค้าประจำ
ใช้โซเชียลมีเดีย: โปรโมทร้านค้าผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น Facebook, Instagram, และ Line


เคล็ดลับเพิ่มเติม:

รักษาคุณภาพ: รักษามาตรฐานรสชาติและคุณภาพของอาหาร
บริการ: ใส่ใจในการบริการและตอบคำถามของลูกค้าอย่างรวดเร็ว
การจัดการ: จัดการต้นทุนและรายได้ให้มีประสิทธิภาพ
**ความสะอาด:**รักษาความสะอาดของวัตถุดิบ อุปกรณ์ และสถานที่ทำอาหาร

ด้วยเคล็ดลับเหล่านี้ คุณสามารถสร้างอาชีพเสริมด้วยทาโก้และแรปได้อย่างแน่นอน

11
motor expo 2025: MG 4 ส่ง Long Range (D) ราคาพิเศษเพียง 719,900 บาท เสริมทัพด้วยความจุแบตเตอรี่ใหม่ ขับได้ไกลขึ้น

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ไปอีกขั้น ด้วยการเสริมทัพเติมทางเลือกยนตรกรรมในกลุ่มอีวี เปิดตัว NEW MG4 LONG RANGE รุ่น D เพื่อต่อยอดความสำเร็จของ NEW MG4 ที่ได้รับการยอมรับในฐานะโกลบอลอีวี การันตีด้วยรางวัลรถยอดเยี่ยมแห่งปีทั้งในและต่างประเทศ NEW MG4 LONG RANGE รุ่น D มาพร้อมกับจุดเด่นของการเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่สามารถวิ่งได้ไกลที่สุดในคลาสเดียวกัน ด้วยแบตเตอรี่ขนาดความจุ 64 kWh (NMC) ที่สามารถวิ่งได้ไกลสูงสุดถึง 540 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC และรองรับการชาร์จแบบเร็ว Quick Charge ด้วยความเร็วสูงสุดที่ 140 kW พร้อมทั้งยังมีดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวเป็นเอกลักษณ์ ความสนุกในการขับขี่และระบบความปลอดภัยที่ครบครัน มุ่งตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่มองหารถยนต์ไฟฟ้าที่มอบทั้งประสิทธิภาพการขับขี่เอาไว้ในคันเดียว พร้อมให้คนไทยเป็นเจ้าของได้ง่ายแบบสบายกระเป๋าด้วยราคาพิเศษเพียง 719,900 บาท จากราคาปกติ 769,900 บาท ทั้งยังเป็นแบรนด์แรกและแบรนด์เดียวที่กล้าการันตีความมั่นใจด้วย LIFETIME WARRANTY ที่รับประกันคุณภาพ ตลอดอายุการใช้งาน แบบไม่จำกัดปี ไม่จำกัดระยะทาง ของแบตเตอรี่ พร้อมทั้งชุดมอเตอร์และชุดควบคุมขับเคลื่อน โดย เอ็มจี พร้อมทยอยส่งมอบรถ NEW MG4 LONG RANGE รุ่น D ให้แก่ลูกค้าตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 เป็นต้นไป 

สัมผัสประสบการณ์การเดินทางที่ขับสนุกอย่างไร้ขีดจำกัด กับ NEW MG4 LONG RANGE รุ่น D ที่มอบทั้งความมั่นใจและความสะดวกสบายในทุกเส้นทาง
NEW MG4 เป็นรถแฮทช์แบ็คไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหลังของ เอ็มจี โดยถือเป็นโกลบอลอีวีรุ่นแรกที่พัฒนาขึ้นบน NEBULA PURE ELECTRIC PLATFORM ซึ่งออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับรถอีวี มาพร้อมคอนเซ็ปต์ ICON นิยามของการเป็นต้นแบบและมาตรฐานใหม่ของรถอีวีที่ขับสนุก ด้วยจุดเด่นที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การกระจายน้ำหนักแบบสมมาตร 50:50 ตัวถังที่มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ (Low Centre of Gravity) ช่วงล่างด้านหน้า แบบอิสระแมคเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังแบบอิสระ 5-Link Suspension ซึ่งทำให้รถรุ่นนี้มีสมรรถนะการขับขี่และการควบคุมที่ดีเยี่ยม เหนือกว่าด้วยระบบขับเคลื่อนล้อหลัง (DYNAMIC REAR WHEEL DRIVE) พร้อมกับระบบความปลอดภัยมาตรฐาน ADVANCED SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM 26 ระบบ โดย เอ็มจี ได้ต่อยอดความสำเร็จของของยนตรกรรมรุ่นนี้ และเพิ่มทางเลือกให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ด้วยการเปิดตัว NEW MG4 LONG RANGE รุ่น D ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งรุ่นของ NEW MG4 ที่พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้นในทุกมิติ ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้พละกำลังสูงสุด 170 แรงม้าและแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร พร้อมแบตเตอรี่ Rubik’s Cube Battery ขนาดความจุ 64 kWh (NMC) ที่สามารถวิ่งได้ไกลที่สุดในคลาสเดียวกัน ด้วยระยะทางสูงสุดถึง 540 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC และรองรับการชาร์จแบบเร็ว Quick Charge ชาร์จไฟฟ้าจาก 10% - 80% ใช้เวลาเพียง 26 นาที ด้วยความเร็วสูงสุดที่ 140 kW (ความเร็วในการชาร์จขึ้นอยู่กับระดับแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่ และกำลังไฟของสถานีชาร์จนั้น ๆ)
 
NEW MG4 LONG RANGE รุ่น D มีสีตัวถังให้เลือก 5 สี ได้แก่ คือ สีส้มหลังคาดำ (Fizzy Orange/ Black Top), สีขาวหลังคาดำ (Arctic White/ Black Top), สีเทาหลังคาดำ (Andes Grey/ Black Top), สีดำ (Black Knight/ Black Top) และสีฟ้าหลังคาดำ (Sol Blue/ Black Top) ภายในมีสีดำล้วน

จัดจำหน่ายในราคาพิเศษเพียง 719,900 บาท จากราคาปกติ 769,900 บาท พร้อมข้อเสนอพิเศษ ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 31 มีนาคม 2568 นี้เท่านั้น
พิเศษ! ดอกเบี้ยพิเศษ 1.99% นาน 48 เดือน เมื่อดาวน์เริ่มต้นที่ 25%
ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครอง 1 ปี
รับประกันแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อน ตลอดอายุ  การใช้งาน (LIFETIME WARRANTY)
ฟรี! MG Home Charger พร้อมค่าติดตั้ง จำนวน 1 ชุด
ฟรี! ชุดพรมปูพื้น

NEW MG4 ไม่เพียงแต่เป็นยานยนต์ไฟฟ้าคุณภาพสูงที่ได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน แต่ยังมาพร้อมกับการรับประกันคุณภาพแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อนตลอดอายุการใช้งาน (LIFETIME WARRANTY) ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์สำคัญของแบรนด์ เอ็มจี ที่ช่วยคลายความกังวลใจของผู้บริโภคเกี่ยวกับความทนทานของระบบไฟฟ้า นอกจากนี้ NEW MG4 ยังได้รับการการันตีคุณภาพด้วยรางวัล THAILAND EV OF THE YEAR 2023 และรางวัล Best Family Car จาก UKCOTY รวมถึงได้รับการยอมรับในระดับสากลจากเว็บไซต์ผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์อีวี และยังเป็นโมเดลที่ผ่านการทดสอบความปลอดภัยระดับ 5 ดาว จาก Euro NCAP (European New Car Assessment Programme) ด้วยเช่นเดียวกัน

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “เอ็มจี มุ่งมั่นในการนำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้บริโภคไว้ได้ในทุกด้าน และสะท้อนถึงความตั้งใจในการยกระดับประสบการณ์การขับขี่ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่ง NEW MG4 ถือเป็นอีกหนึ่งโมเดลภาคภูมิใจของแบรนด์ เอ็มจี ที่ประสบความสำเร็จ ด้วยยอดขายสะสมในประเทศไทย รวมแล้วกว่า 13,000 คัน และยอดขายสะสมทั่วโลกมากกว่า 200,000 คัน โดยการเพิ่ม NEW MG4 LONG RANGE รุ่น D เข้าสู่ตลาดอีวีไทยในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย แต่ยังเป็นการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ รวมถึงยังเป็น การเพิ่มโอกาสและทางเลือกในการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ให้กับลูกค้าชาวไทยที่มองหารถที่สามารถมอบทั้งการขับขี่ที่ขับสนุก ชาร์จได้ไว ขับได้ไกลแบบไม่ต้องกังวล สำหรับผู้สนใจสามารถเข้าเยี่ยมชมและทดลองขับ NEW MG4 LONG RANGE รุ่น D ได้ที่ศูนย์บริการคุณภาพของ เอ็มจีมากกว่า 140 แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป”
 

12
ตรวจอาการเบื้องต้นด้วยตนเอง: สิ่งแปลกปลอมเข้าตา (Foreign bodies in the eye)

สิ่งแปลกปลอมเข้าตา เป็นสิ่งที่พบได้บ่อย ส่วนใหญ่ไม่มีความรุนแรงและเอาออกได้ไม่ยาก แต่ส่วนน้อยอาจมีความรุนแรงและอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้

สาเหตุ

เกิดจากสิ่งแปลกปลอม เช่น ฝุ่น ผงดิน ทราย เศษเหล็ก สะเก็ดหิน ปูนซีเมนต์ เศษไม้เล็ก ๆ แมลง เป็นต้น เข้าไปในตา


อาการ

มีอาการเคืองตา ปวดตา น้ำตาไหล ตาแดง และอาจติดเชื้ออักเสบเป็นหนองได้


ภาวะแทรกซ้อน

หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจทำให้กลายเป็นแผลกระจกตา หรือเชื้อโรคอาจลุกลามเข้าไปในลูกตา ทำให้ลูกตาอักเสบทั่วไป (panophthalmitis) ตาเสียได้


การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการ ประวัติการเจ็บป่วย และการตรวจร่างกายเป็นหลัก โดยจะพบอาการตาแดง น้ำตาไหล ตรวจพบสิ่งแปลกปลอมที่ติดอยู่ที่เยื่อตาขาว กระจกตา (ตาดำ) หรือเปลือกตาด้านใน

บางรายแพทย์อาจทำการตรวจด้วยการใช้แว่นขยายส่องดูให้เห็นชัดเจน หรือใช้ยาหยอดตาที่เข้าสารเรืองแสง (fluorescein dye) ช่วยตรวจหาสิ่งแปลกปลอมและรอยแผลที่เกิดขึ้นที่เยื่อตาขาวหรือกระจกตา


การรักษาโดยแพทย์

แพทย์จะให้การดูแลรักษา ดังนี้

1. ถ้ามีเศษผงเล็ก ๆ ไม่ฝังอยู่ในเนื้อตา อย่าขยี้ตา ให้ลืมตาในน้ำสะอาด หรือล้างตาด้วยน้ำสุก (ที่เย็นแล้ว) หรือน้ำยาล้างตา (บอริก 3%)

ถ้าผงติดอยู่ในเปลือกตาบน ให้ปลิ้นเปลือกตาแล้วใช้สำลี ผ้าก็อซ หรือผ้าเช็ดหน้าบิดปลายให้แหลมเขี่ยผงออก

ถ้าตาแดงอักเสบให้ป้ายหรือหยอดยาที่เข้ายาปฏิชีวนะ

2. ถ้ามีเศษผงฝังในกระจกตาหรือเยื่อตาขาว แพทย์จะใช้เครื่องมือเขี่ยเอาผงออก แล้วป้ายยาปฏิชีวนะและปิดตาไว้ อาการเคืองตา ตาอักเสบ มักจะดีขึ้นภายใน 2-3 วัน


การดูแลตนเอง

1. ถ้ามั่นใจว่าเกิดจากเศษผง (ละอองฝุ่น ดิน) เข้าตา ควรดูแลตนเอง ดังนี้

    ห้ามขยี้ตา ถ้าใส่เลนส์สัมผัส ควรถอดออก
    รีบลืมตาในน้ำสะอาด และกลอกตาไปมา หรือเทน้ำสะอาดให้ไหลผ่านตาที่ถ่างหนังตาไว้
    ถ้าไม่ได้ผล หากมองเห็นเศษผงให้คนช่วย โดยใช้ผ้าเช็ดหน้าที่สะอาดบิดปลายให้แหลมเขี่ยผงออก


ควรปรึกษาแพทย์ ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังนี้

    สงสัยเป็นเศษเหล็ก (จากการเจียเหล็ก) เศษหิน (จากการเจียหิน) หรือเศษผงขนาดใหญ่เข้าตา
    สงสัยสิ่งแปลกปลอมฝังในกระจกตา (ตาดำ) หรือเยื่อตาขาว
    หลังการดูแลตนเองแล้วรู้สึกว่าเศษยังไม่ออก หรือมีอาการปวดตา เคืองตา ตาแดง น้ำตาไหล มีขี้ตา หรือตาพร่ามัว
    มีความวิตกกังวล หรือไม่มั่นใจที่จะดูแลตัวเอง

2. ในกรณีที่ไปพบแพทย์ หากภายหลังรับการรักษาจากแพทย์ได้ 1-2 วัน แล้วอาการปวดตา เคืองตา ตาแดง น้ำตาไหล ไม่ทุเลา ควรกลับไปพบแพทย์เพื่อตรวจให้แน่ใจว่ามีความผิดปกติอะไรหรือไม่

การป้องกัน

    หลีกเลี่ยงอยู่ในที่ที่มีลมหรือฝุ่นมาก ถ้าเลี่ยงไม่ได้ควรใส่แว่นตาป้องกัน
    ใส่อุปกรณ์ป้องกันดวงตา เวลาทำงานเจียเหล็ก หรือเจียหิน

13
คอนโดติดรถไฟฟ้า ดีคอนโด คีรี (dcondo kiri)
เริ่มต้น 1.69 ลบ. 

ดีคอนโด คีรี (dcondo kiri)
คอนโดมิเนียมใหม่ ใจกลาง จรัญ - ปิ่นเกล้า ใกล้ MRT บางขุนนท์ และ ร.พ.ศิริราช ถูกออกผ่านแนวคิด "The Shade of Valley" โดยถอดความเป็นธรรมชาติ เพื่อให้บรรยากาศของโครงการเสมือนอยู่ท่ามกลางขุนเขา รายล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย และส่วนกลางครบครันกว่า 1.2 ไร่

 รายละเอียดโครงการ
 ชื่อโครงการ                ดีคอนโด คีรี (dcondo kiri)
 เจ้าของโครงการ           แสนสิริ
 แบรนด์ย่อย                 ดีคอนโด
 ราคา                        เริ่มต้น 1.69 ลบ.

 ราคาเฉลี่ยต่อตร.ม.           โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 ลักษณะทำเล                  คอนโดในเมือง, คอนโดใกล้ขนส่งสาธารณะ
 ความสูงคอนโด                Low Rise (ไม่เกิน 8 ชั้น)
 ลักษณะกรรมสิทธิ์              โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 ประเภทห้องที่มี                1 ห้องนอน, 2 ห้องนอน
 ขนาดห้องที่มี                   ตั้งแต่ 25.50 ถึง 54.50 ตร.ม.
 เนื้อที่ทั้งหมด                    5 ไร่
 จำนวนตึก                       2 อาคาร
 จำนวนชั้น                       8 ชั้น
 จำนวนห้อง                      515 ยูนิต
 ที่จอดรถทั้งหมด                 ประมาณ 30%
 ค่าบำรุงส่วนกลาง              โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 สาธารณูปโภค                  สระว่ายน้ำ (พร้อมสระเด็ก), ฟิตเนส, รปภ., กล้องวงจรปิดโครงการ, อื่นๆ (Co-Working Space, Shuttle Service, Garden)

 สถานที่ใกล้เคียง
 โซน              บางกอกน้อย
 ที่ตั้ง              ถนนเลียบทางด่วนรถไฟตลิ่งชัน แขวงบางขุนศรี เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร
 ขนส่งสาธารณะ
รถไฟฟ้า:             ใกล้รถไฟฟ้า, รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน, สถานี(ท่าพระ - บางซื่อ)(บางขุนนนท์)

 สถานที่สำคัญใกล้เคียง
ห้างเซ็นทรัล พลาซา ปิ่นเกล้า
เดอะเซอเคิล ราชพฤกษ์
โลตัส ปิ่นเกล้า
แม็คโคร จรัญสนิทวงศ์
เมเจอร์ ปิ่นเกล้า
ฟู้ดวิลล่า ราชพฤกษ์
รร.อนุบาลนานาชาติเคนซิงตัน
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์

14
การจัดฟันเด็ก กับ การจัดฟันตอนโต ต่างกันอย่างไร

การเข้ารับการจัดฟัน ถือว่าเป็นการรักษาทางทันตกรรมอย่างหนึ่ง ที่ช่วยแก้ไขปัญหาฟันได้แทบจะทุกกรณี แต่การจัดฟันนั้น ก็มีด้วยกันหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการจัดฟันที่สวมใส่เครื่องมือแบบติดแน่น การจัดฟันแบบใส การจัดฟันแบบเร็ว ซึ่งการจัดฟันในรูปแบบต่างๆที่กล่าวมานั้น ก็จะมีข้อแตกต่างกันออกไป มีจุดเด่นที่แตกต่างกัน และแก้ไขปัญหาได้แตกต่างกัน

เช่นเดียวกับการจัดฟันในเด็กและการจัดฟันในผู้ใหญ่ แน่นอนว่าก็จะมีความแตกต่างกัน เพราะการจัดฟันในเด็กจะมีการใช้เครื่องมือที่แตกต่างกัน หลายคนเคยจัดฟันในตอนเด็กและอาจจะละเลยในการสวมใส่เครื่องมือที่ต้องใส่หลังการจัดฟัน เพื่อช่วยคงสภาพฟันให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม พอโตมาก็อาจจะมีปัญหาอื่นๆตามมา จนต้องเข้ารับการจัดฟันอีกครั้ง ก็จะเห็นในข้อแตกต่างระหว่างการจัดฟันในเด็กกับการจัดฟันตอนโต

และวันนี้ทางคลินิก เราจะมาพูดถึงข้อแตกต่างของการจัดฟันในเด็กและการจัดฟันตอนโต ว่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไร เผื่อพ่อแม่ผู้ปกครองท่านใดสนใจพาบุตรหลานของท่านเข้ารับการจัดฟันในเด็ก ก็อาจจะเป็นแนวทางในการตัดสินใจ และจะได้เห็นข้อแตกต่างจากการจัดฟันตอนโต

ต้องบอกก่อนว่า การจัดฟันในเด็ก ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยจะมีความจำเป็นมากเท่าไหร่ แต่การที่เราปลูกฝังหรือส่งเสริมบุตรหลานของท่านในเรื่องของสุขภาพช่องปากและฟัน ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าหากบุตรหลานของท่านมีสัญญาณสุขภาพช่องปากและฟันที่มีความผิดปกติของการขึ้นของฟัน หรือแม้กระทั่งการที่บุตรหลานของท่านมีพฤติกรรมการดูดนิ้ว จนอาจจะทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับรูปร่างของฟัน

ต้องบอกว่า การจัดฟันในเด็ก สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ เพราะการจัดฟันในเด็กนั้น สามารถเริ่มจัดฟันได้ตั้งแต่อายุ 7-15 ปี เพราะในวัยนี้ ฟันน้ำนมจะหลุดออกหมดแล้ว และฟันแท้ก็ขึ้นครบแล้ว ซึ่งการจัดฟันในเด็ก ถือว่าเป็นประโยชน์ นอกจากจะทำให้เด็กมีฟันที่เรียงตัวกันอย่างสวยงามตั้งแต่เด็กแล้ว ยังสามารถทำให้เด็กมีรอยยิ้มได้อย่างมั่นใจและยังช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กได้หลายอย่าง ที่เห็นได้ชัดเจนเลยก็คือ เมื่อมีฟันเรียงสวย ไม่ซ้อนเก เด็กก็จะแปรงฟันได้ง่ายขึ้น

สำหรับการจัดฟันตอนโตนั้น ถือว่าเป็นการรักษาที่ได้รับความนิยมมาก เพราะผู้ใหญ่บางคนก็มีปัญหาเกี่ยวกับฟันที่มีความผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นฟันห่าง ฟันซ้อน ฟันเก ซึ่งส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบุคลิกภาพ การรับประทานอาหาร ซึ่งอาจจะทำให้การบดเคี้ยวอาหารนั้น ไม่ดีเท่าที่ควร และยังส่งผลต่อการทำความสะอาดช่องปากและฟันด้วย

ถ้าหากเราทำความสะอาดช่องปากและฟันได้ไม่ดี ก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาช่องปากตามมาได้ จึงเลือกใช้วิธีการเข้ารับการจัดฟัน เพื่อที่จะช่วยแก้ไขปัญหาฟัน แต่การจัดฟันสำหรับผู้ใหญ่ ก็สามารถแก้ไขปัญหาฟันได้ แต่ต้องเข้าใจก่อนว่า การจัดฟันในผู้ใหญ่อาจจะช้ากว่าการจัดฟันในเด็ก และมีข้อจำกัดมากกว่าเด็ก

เนื่องจากเด็กอยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโต ร่างกายสามารถซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้ดี การเคลื่อนฟันในเด็กเลยมักง่ายกว่า มีผลแทรกซ้อนน้อยกว่า ต่างกับการจัดฟันในผู้ใหญ่ที่ร่างกายเริ่มมีความเสื่อมถอย แต่อย่างไรก็ตาม ทันตแพทย์ก็จะต้องดูความเหมาะสม ตามภาพร่างกายของแต่ละบุคคลด้วย

ดังนั้น การจัดฟันในเด็ก กับ การจัดฟันตอนโต นั้น ก็จะมีความแตกต่างกันในเรื่องของ ข้อจำกัดในเรื่องของอายุ สภาพของร่างกาย อัตราการเคลื่อนของฟัน รวมไปถึงการตอบสนองต่อการรักษา แต่ผู้ใหญ่ก็สามารถเข้ารับการจัดฟันได้เช่นเดียวกัน

หากใครสนใจเข้ารับการจัดฟัน สามารถติดต่อสอบถามได้ที่คลินิก ทางเรามีทันตแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษา และจะช่วยแก้ไขปัญหาฟันของท่านได้อย่างตรงจุดและถูกต้อง เพราะทางเราอยากให้ทุกคนมีสุขภาพช่องปากและฟันที่ดี อยากให้มีรอยยิ้มที่สดใส มั่นใจ สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข

15
หากท่อลมร้อนมีลักษณะที่ไม่เหมาะสม ควรซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่ดี

การตัดสินใจว่าจะซ่อมแซมหรือเปลี่ยนท่อลมร้อนที่เสื่อมสภาพนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและคุ้มค่าที่สุด

กรณีที่ควรซ่อมแซม:

รอยรั่วหรือรอยแตกขนาดเล็ก:
หากรอยรั่วหรือรอยแตกมีขนาดเล็ก และท่อลมยังอยู่ในสภาพดีโดยรวม การซ่อมแซมอาจเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่า
การซ่อมแซมสามารถทำได้โดยการอุดรอยรั่วด้วยวัสดุที่เหมาะสม หรือการเปลี่ยนชิ้นส่วนที่เสียหาย

การเชื่อมต่อหลวม:
หากการเชื่อมต่อระหว่างท่อลมและข้อต่อหลวม การขันให้แน่น หรือการเปลี่ยนข้อต่อ อาจเพียงพอ

การสะสมของสิ่งสกปรก:
หากท่อลมมีสิ่งสกปรกสะสม การทำความสะอาดอย่างละเอียด อาจทำให้ท่อลมกลับมาทำงานได้ปกติ


กรณีที่ควรเปลี่ยนใหม่:

รอยร้าวหรือรอยแตกขนาดใหญ่:
หากท่อลมมีรอยร้าวหรือรอยแตกขนาดใหญ่ การซ่อมแซมอาจไม่คุ้มค่า และอาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างถาวร

การกัดกร่อนหรือสนิมรุนแรง:
หากท่อลมโลหะมีการกัดกร่อนหรือสนิมรุนแรง การซ่อมแซมอาจไม่สามารถหยุดการผุกร่อนได้ และอาจทำให้ท่อลมเสียหายมากขึ้น

ท่อลมเสื่อมสภาพ:
หากท่อลมมีอายุการใช้งานนาน และเสื่อมสภาพตามกาลเวลา การเปลี่ยนใหม่จะช่วยให้ระบบระบายอากาศทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ท่อลมไม่ได้มาตรฐาน:
หากท่อลมที่ติดตั้งไว้ไม่ได้มาตรฐาน อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพและความปลอดภัย ควรเปลี่ยนใหม่เพื่อความปลอดภัย

ต้องการปรับปรุงระบบ:
หากต้องการปรับปรุงระบบระบายอากาศให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือต้องการเปลี่ยนประเภทของท่อลม การเปลี่ยนใหม่จะเหมาะสมกว่า


ปัจจัยที่ควรพิจารณา:

ค่าใช้จ่าย:
เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและเปลี่ยนใหม่

อายุการใช้งาน:
พิจารณาอายุการใช้งานของท่อลม หากท่อลมมีอายุการใช้งานนาน การเปลี่ยนใหม่อาจคุ้มค่ากว่า

ความปลอดภัย:
หากท่อลมมีปัญหาด้านความปลอดภัย การเปลี่ยนใหม่จะปลอดภัยกว่า

ประสิทธิภาพ:
พิจารณาประสิทธิภาพของระบบระบายอากาศ หากการซ่อมแซมไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างถาวร การเปลี่ยนใหม่จะดีกว่า


คำแนะนำเพิ่มเติม:

ควรปรึกษาช่างผู้เชี่ยวชาญ เพื่อประเมินสภาพของท่อลม และให้คำแนะนำที่เหมาะสม
ควรเลือกใช้ท่อลมที่มีคุณภาพดีและเหมาะสมกับการใช้งาน เพื่อยืดอายุการใช้งานและลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว

หน้า: [1] 2 3 ... 24